ปูดำ สรารัตน์ เปิดชีวิตรักสุดช้ำ ถูกคำนินทาทิ่มแทงทำลายมาตลอดเกือบทั้งชีวิต

ปูดำ สรารัตน์
ปูดำ สรารัตน์

ปูดำ สรารัตน์ เปิดชีวิตรักสุดช้ำ ถูกคำนินทาทิ่มแทงทำลายมาตลอดเกือบทั้งชีวิต เปลือยชีวิตนางงาม นักแสดงรุ่นใหญ่ ปูดำ สรารัตน์ รับยังเปิดใจเรื่องความรัก แต่ขอคนพร้อมดูแล เพราะอย่างนี้หรือเปล่าเลยโดยคำนินทาทำร้ายมาทั้งชีวิต ถูกตราหน้าหาว่าเป็นภรรยาลับมาตลอด ยอมรับเบื่อคน เบื่อชีวิตเคยคิดฆ่าตัวตาย ชีวิตนี้ต้องเร่งสะสมบุญ เตรียมตัวพร้อมตายทุกเมื่อ โดยเจ้าตัวมาเปิดใจผ่านทาง รายการคุยแซ่บ Show ทางช่อง วัน31 ที่มี ธัญญ่า ธัญญาเรศ เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

ทำไมถึงไม่ออกงานสังคม เพราะเจ็บช้ำจากคำนินทา?

ปูดำ : “พี่มีความรู้สึกว่าสังคมคนเรา ถ้าอยู่เกิน 2-3 คนขึ้นไปมันจะเริ่มสนทนาเรื่องคนอื่น บางอย่างไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นเรื่องจริง เรื่องเท็จ แล้วมักจะถูกแอบอ้างชื่อไปในสถานการณ์ต่างๆ เรามีความรู้สึกว่าเราก็เป็น คนอื่นก็เป็น ถ้าเกิดเขาเป็นแล้วเขาอยู่ในวงการ เขาก็ยังมีโอกาสแก้ แต่อย่างพี่อาจจะไม่ได้มีงานทุกวัน บางทีพี่ก็รู้สึกว่ามันน่ารำคาญถูกดึงชื่อเราไปแล้วเอาไปใช้ ก็เลยรู้สึกว่าเก็บตัวดีกว่า แล้วให้คนที่เขาวิพากษ์เรา ให้เขาคาดเดากันต่อไป เราผิดเองที่เราไม่ได้ทำตัวชัดเจน”

เห็นว่ามีนินทาว่าเป็นภรรยาลับบ้าง ซึ่งตอนนั้นพี่ปูเองก็เคยบอกว่าเคยเลือกเดินทางผิด เลือกคนผิด?

ปูดำ : “ตอนสมัยที่ประกวดนางงาม แล้วมีชีวิตที่พีคสุดๆ ก็มีบุคคลให้เลือกมากมาย เข้ามาให้เลือกทุกอาชีพ แล้วเราก็คิดว่าบุคคลที่เราเลือกเป็นคนสุดท้าย เป็นคนที่เราตัดสินใจเลือกแล้ว แต่พอเราเลือกไปแล้วมันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดหวัง จนมาสักระยะเรารู้สึกว่าไม่ใช่แล้ว เริ่มเสียเวลา เสียโอกาสชีวิตแล้ว เพราะเรากลับไปเป็นรองนางสาวไทยไม่ได้แล้ว กลับไปเป็นรองมิสเอเชียไม่ได้ แต่ตอนนั้นใครๆ ก็เข้ามาหาเราเยอะแยะมากมาย แต่เราไม่เลือก แต่พอเราเลือกกลับกลายเป็นเลือกผิด”

เหตุผลอะไรที่ทำให้พี่คิดว่าพี่เลือกผิด?

ปูดำ : “ตอนแรกก็ไม่ทราบหรอกว่าเลือกผิด ก็เชื่อในคำพูด ส่วนใหญ่คนที่เข้ามาหาเรา ก็จะมีคำพูดที่จะทำให้เราศรัทธา พอเราเลือกแล้ว เราถึงได้รู้ว่ามันผิด และเมื่อจะเฟดตัวออกมาโอกาสมันหายไปแล้ว”

มันเกี่ยวกับนิสัยของเขาด้วยไหม?

ปูดำ : “เราก็ไม่ได้ว่าเราดี ผู้หญิงไม่มีใครอยากจะเปลี่ยนคู่ชีวิตหรอก แต่พอไม่ใช่ ไม่ได้แบบที่ให้สัญญา มันก็ต้องจบกันไป แล้วเราก็ต้องมานั่งเริ่มต้นชีวิตใหม่  และอยู่ที่ว่าก่อนที่เราจะเริ่มต้นชีวิตใหม่มันผ่านวัยที่เราประสบความสำเร็จในชีวิตมานานแค่ไหนแล้ว มันเสียเวลา”

เสียเวลากี่ปีกับคนคนนี้?

ปูดำ : “3-4 ปี จนกระทั่งตัวเองมีโอกาสเดินทางไปเรียนที่อังกฤษอยู่ 2 ปี แต่มันก็มีความผูกพัน กลับมาก็คุยกันต่อ แต่สุดท้ายมันก็ไม่ใช่”

ตอนนั้นที่เราคิดว่าไม่ใช่เราบอกเขายังไง หรือเราเฟดตัวไปเลย?

ปูดำ : “ยัง จริงๆ มันอยู่เป็นครอบครัวแล้ว กว่าจะรู้ว่ามันไม่ใช่มันก็ประกอบด้วยหลายอย่าง องค์ประกอบตั้งแต่ถูกก่อกวน ทั้งที่เราดูเป็นนางมารร้ายมาก แต่ชีวิตจริงๆ เราค่อนข้างเป็นนางเอกมาก โทรศัพท์ที่บ้านเราต้องดึงปลั๊กออก มีคนโทรมาก่อกวน รังควานตลอดเวลา แรกๆ ตอนเราเป็นที่รัก การปกป้อง การช่วยเหลือ การเชื่อฟังมันมี แต่พอมัน 1-2 ไปเราเริ่มรู้เลยว่าสิ่งที่เราบอก สิ่งที่เราต้องการความช่วยเหลือ มันกลายเป็นเท็จมั้ง มันใช่ มันไม่ใช่ มันเริ่มมีความสงสัย มันเริ่มรู้เลยว่าสิ่งที่เราผิดพลาด มันเริ่มอย่างที่ใครเขาบอกจริงๆ  เหมือนกับเราได้ยินมาจริงๆ แต่ตอนที่เราได้ยินเราไม่เชื่อ เราเชื่อคนของเรา”

ในที่สุดเราก็เดินออกมาจากตรงนั้น?

ปูดำ : “ถูกต้อง”

ตอนนั้นหนุ่มๆ รุมขายขนมจีบเยอะมาก?

ปูดำ : “จริงๆ แล้วส่วนใหญ่นางงามกับสายดารามันคนละฟีลกัน อย่างดาราก็จะเป็นฟีลลูกคุณหนู แต่อย่างพี่ก็เป็นแบบผู้ใหญ่ ก็จะมายื่นข้อเสนอ ให้ได้ทุกอย่างเลย อยากกินอะไร”

เห็นว่ารายเดือนหลักล้านเลยเหรอ?

ปูดำ : “จริงๆ เขามาเสนอให้เรามันมากกว่าหลักล้านอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นบ้าน เป็นรถ เป็นอะไร ตอนนั้นเราคิดเยอะ เพราะเรากำลังรุ่งเรืองสุดขีด แล้วผู้ใหญ่ที่มาเสนอให้เราก็เป็นผู้ใหญ่จริงๆ ซึ่งเราไม่เคยเชื่อเลยว่าพวกท่านจะไม่มีครอบครัว ข่าวก็บอกว่าท่านมีครอบครัวแทบทุกคน เราจึงไม่เลือกไง”

เห็นว่าหนึ่งในนั้นที่มาจีบคือนักการเมือง ให้ได้ทุกอย่าง ยกเว้นดาวกับเดือน?

ปูดำ : “มีนักธุรกิจคนนึงร่ำรวยมากมาจีบ แล้วอยากจะคบหากัน เราคิดว่าคนนี้ดูดี สเปคเรา เราคิดว่าจะเลือกเขาแล้วแหละ แต่วันนึงเขาเรียกเราไปนั่งคุย บอกว่าพี่มีอะไรจะบอกน้องสักอย่างนึง ถ้าน้องคบกับพี่ตอนนี้ พี่ไม่สามารถหาอะไรให้น้องได้อย่างที่น้องต้องการ แต่ถ้าเกิดว่าน้องเป็นแฟนของนายพี่ น้องอยากได้อะไร ยกเว้นดาวกับเดือน พี่จะให้น้องทุกอย่าง คือเขาไม่สามารถเบรกกับครอบครัวเขาได้ที่จะมาซัพพอร์ตเรา แต่ถ้าสมมติเราเป็นแฟนกับนายเขา เขาสามารถให้ได้ทุกอย่าง”

ผู้ชายคนนั้นทำให้เจ็บช้ำเรื่องความรักมากที่สุด?

ปูดำ : “ไม่ใช่นะคะ คนนั้นยังไม่ทันจะเริ่มอะไร เริ่มแค่รู้สึกดี แค่เริ่มจะเลือก แต่เผอิญเขามาพูดคำนี้กับเรา แล้วเราก็นึกได้ว่านายที่เขาพูดเป็นนายที่พยายามจีบเรานานมากแล้ว แล้วพอเขาพูดอย่างนี้เราก็รู้ว่าเราไปต่อกันไม่ได้ มันจบตรงนั้นแล้ว”

ตอนนั้นเสียใจขนาดไหน คนที่เรารัก เอาเราไปยกให้คนอื่น ?

ปูดำ : “ตอนนั้นเราก็ยังเด็กอยู่ รู้แต่ว่าเอาละ เราต้องหาเป้าหมายใหม่แล้วที่จะมองแล้วใช่ มองอย่างนี้เรายังมองพลาดเลย แล้วเราก็พลาดซ้ำสองอีกในเวลาอีกไม่นาน”

พี่ปูคิดอย่างนี้ไหม เรามีความสวย มีความสามารถ หาเลี้ยงตัวเองได้ ก็จะมีเรื่องของเกียรติที่ไม่ยอมแลกแบบนั้น?

ปูดำ : “จริงๆ แล้วตอนนั้นเป็นช่วงที่มีชื่อเสียงมากที่สุด มันก็เหมือนมีหัวโขนที่สวมอยู่แล้ว ทำให้การทำอะไรของเราค่อนข้างระมัดระวังที่ไม่อยากทำให้เสียชื่อเสียง พ่อเป็นข้าราชการ เราอยากจะประครองให้มันเพอร์เฟค เพราะเราเดินทางมาด้วย นักว่ายน้ำทีมชาติ ประกวดนางงาม เส้นทางเรามามันดูดี เราก็เลยพยายามรักษาหัวโขนเอาไว้ แต่ด้วยความที่คนมาเสนอเรา หลอกบ้าง ล่อบ้าง จนเราไม่รู้ว่าอะไรมันถูก อะไรใันจริง อะไรมันปลอม”

เห็นว่าโดนข่มขู่ด้วย?

ปูดำ : “ตามอยู่พักนึง ตามแบบไม่มีความสุข วันๆ ตื่นมามีแต่ข้อความว่านายอยากเจอ จนกระทั่งวันนึงเราไปทำงานที่ช่อง ช่องก็บอกว่ามีคนโทรศัพท์มาว่าพี่ปูเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์เหรอ ก็ไม่ได้เปลี่ยนนะ”

โดนข่มขู่จากคนคนเดียวไหม?

ปูดำ : “หลายคน ทุกวงการ หลังๆ การจีบกันเหมือนเป็นการแข่งขัน เหมือนแบบใครจะจีบเราติด”

เห็นว่ามีจ้างคนมาสะกดรอยตาม?

ปูดำ : “ใช่ๆ เอารถมาจอดหน้าบ้าน เอารถทหารมาจอดหน้าบ้าน เอารถมาเฝ้าหน้าบ้าน บางทีเราออกจากบ้านปุ๊บก็ต้องคอยมองว่ามีรถอะไรตามมาหรือเปล่า บางทีเราไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ คนที่มองเราอยู่เป็นคนที่ชื่นชมเราเพราะเราประกวดนางงามได้ หรือว่าเราเป็นดารา เราผวาไปช่วงนึงได้ แล้ววันนึงเรารีบเลือก แล้วก็แจ็กพอร์ตพอดี”

มีคนในวงการบันเทิงมาจีบ แล้วพี่คบเป็นแฟนบ้างไหม?

ปูดำ : “มีค่ะ เมื่อก่อนเป็นแฟนกับน้องพี่จิ๋ม ปนัดดา ก็โอเค นั่นเป็นคนในวงการที่คบหากันสมัยก่อน”

เห็นว่ามีครั้งนึงพี่ปูเกือบได้แต่งงาน?

ปูดำ : “ใช่ค่ะ ตอนนั้นประกวดนางงามที่ต่างจังหวัด นางสาวเชียงใหม่ ก็หลงรักผู้ชายคนนึง คิดว่าคงได้แต่งแล้วแหละ  มีอยู่วันนีงได้มีโอกาสเดินทางไปเชียงใหม่ เพื่อจะไปโชว์ตัว แต่แฟนบอกว่าแฟนไม่อยู่ ไม่สามารถมารับเราที่สนามบินได้ เราก็บอกว่าไม่เป็นไร เขาเองก็คิดว่าเราแคนเซิลงาน แต่เราไม่ได้แคนเซิลเพราะเรารับงานไว้แล้ว ก็ไปแต่ไม่รู้จะไปอยู่ตรงไหนก็เลยไปบ้านแฟน เพราะคิดว่าแฟนไม่อยู่ ก็ไปนั่งรอเวลาเพื่อจะได้ออกงาน แต่สักพักแฟนเดินลงมาพร้อมกับสาวสองคน มันก็เป็นอะไรที่เลิกกันไป”

เคยมีคนพูดกับพี่ปูไหมว่าเราสวยนะ แต่เราอาภัพรัก?

ปูดำ : “พี่กลับไม่เคยคิดคำนี้เลย พี่เห็นมิสยูนิเวิร์สก็ยังโดนทิ้งเลย ไม่เคยคิดว่าตัวเองอาภัพรัก เพียงแต่ว่าช่วงนีงเราไม่มีที่ปรึกษา แต่พี่ไม่เคยเห็นใครประสบความสำเร็จเรื่องความรักเลย ไม่รู้สังคมเป็นค่านิยมอะไร พี่มีความรู้สึกว่าไม่ว่าใครที่ดีกว่าเรา สุดท้ายยังเฟล ยังผิดพลาด เลยทำให้เราทุกข์มันเป็นเรื่องธรรมดา”

ทุกวันนี้มีความรักบ้างไหม?

ปูดำ : “พี่ไม่อยากคุยเรื่องความรัก เพราะเมื่อกี้เราคุยกันมา เราเล่นกันมาเกือบ 10 คนละ พอคุยกันมาปุ๊บคนจะบอกว่าเราเปลี่ยนอีกแล้ว ถ้าเกิดเราไม่ได้มานั่งคุยเราก็จะไม่ทราบสาเหตุที่เราเปลี่ยนเป็นเพราะอะไร เราถูกหลอก ถูกใช้ ถูกอะไรมาบ้าง คนที่วิพากษ์วิจารณ์คิดว่า เปลี่ยนผู้ชายอีกแล้ว คนจะพูดแต่คำนี้ แต่คนไม่รู้หรอกว่าเขาหลอกเรา มันกลับเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามเลย ถามว่า ณ วันนี้ช้ำไหม ไม่นะ ถ้าสมมติมีโอกาส มีจังหวะ แล้วมีใครเข้ามาในชีวิต ซึ่งมันก็ไม่แน่ พี่ยังไม่อยากจะบอกว่าตอนนี้พี่ก็ไม่มี ถ้าเกิดพี่บอกว่าใช่เลย แล้วพรุ่งนี้พี่เลิก ก็จะบอกว่าเปลี่ยนอีกแล้ว พี่คิดว่าความรักของพี่ สำหรับผู้หญิงวัย 56 มันไม่ใช่สิ่งที่พี่จะเอามาเป็นตัวชู เหมือนกับที่พี่ได้ตำแหน่งมากมาย แต่ตอนนี้พี่จะมองว่าความรักที่มีมันใช่ไหม มันเปิดเผยไหม ใช่ตัวจริงไหม หรือไม่ใช่ แล้วนั่งมองตากันปริบๆ ไปก่อน หรือถ้าเกิดใช่ควรจะเปิด เมื่อวันนั้นมาถึงเปิดก็ได้ คือตอนนี้มันไม่มีอะไรที่บ่งบอกว่าใช่หรือไม่ใช่”

แสดงว่าพี่ปูไม่ได้เข็ดกับความรัก?

ปูดำ : “ถามว่าเข็ดไหม ก็ไม่ได้เข็ด พี่ไม่ได้ออกนอกบ้านนะ พี่ไม่ได้สาวปาร์ตี้เกิร์ล พี่ไม่มีเพื่อน ไม่แอลกอฮอล์ ไม่สูบบุหรี่ พี่เป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง เพราะฉะนั้นพี่จะโดนบังคับให้ออกนอกบ้านเสมอ ตอนที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ แม่บอกว่าออกไปสิ ไปงานปิดกล้อง ไปงานนู่นนี่นั่นตลอด”

เห็นว่ามีคำสั่งเสียก่อนที่แม่จะเสียด้วย บอกว่าไปงานแต่งงานเพื่อนนางงามให้แม่หน่อย?

ปูดำ : “ตอนนั้นคุณลูกตาล จริยา เขาจะแต่งงาน ตอนนั้นคุณแม่พี่เขาไม่ค่อยสบาย แม่รู้เลยว่าพี่จะไม่ชอบไปงานใครเด็ดขาด แม่ก็รู้ว่างานนี้จะต้องไม่ไปแน่นอน แต่ว่าน้องเป็นรุ่นน้อง แล้วรู้จักกัน  แม่จะสั่งพี่ทุกวัน ย้ำพี่ทุกวันว่าแกต้องไป คืออยากจะดันเราออกงานให้ไปเจอผู้คน แต่งานแต่งงานน้องไปนะคะ แต่ถ้าเป็นลักษณะทานข้าวจะไม่ไปเลย”

พี่ปูดำไม่ปิดความรัก แต่คนที่เข้ามาต้องมีมากกว่าในเรื่องไหน?

ปูดำ : “คือแววตาของผู้หญิงอายุรุ่นนี้ เขาก็จะมีแววตาของเขาอีกแววตานึง แต่เป็นแววตาของผู้หญิง 56 เนี่ย เวลามองคนที่เข้ามาหาแล้วมีความรักเนี่ย เราจะมีคำถามมากมายอยู่ในแววตาของเราที่ผ่านประสบการณ์ชีวิต เรากลัว เราประหม่า เราถูกหลอกมาแล้วหลายครั้ง แล้วเราไม่ใช่กับแววตาผู้หญิงอ่อนโยน เราเป็นแววตาของคนที่คิดเยอะ คิดมาก เพราะเราไม่มีโอกาสพลาดอีกแล้ว การเลือกของเราครั้งนี้ถ้าเราพลาดอีก เราเริ่มนับ 1 ใหม่ไม่ไหน”

แล้วคนที่จะเข้ามาต้องเป็นลักษณะแบบไหน?

ปูดำ : “พี่ชอบคนอบอุ่น ช่วงที่เปิดร้านอาหารที่บ้านตอนคุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ก็จะมีผู้หลักผู้ใหญ่เข้ามาที่บ้านเยอะ แต่พอตอนช่วงที่คุณแม่เสียแล้ว มีโควิด ร้านอาหารที่บ้านเราปิด ยิ่งทำให้พี่ปูปิดตายกับชีวิตไปเลย พี่ยังคงเขื่อว่าบุพเพสันนิวาสยังมีอยู่จริง ต่อให้เราไปวัด ไปสถานที่ไหนก็ตามถ้าเกิดเราจะเจอมันก็ต้องเจอ ซึ่งพี่คิดว่าสักวันอาจจะเป็นวันของพี่ก็ได้ แต่ให้ไปมองให้ไปขวนขวายก็ไม่ได้คิดขนาดนั้น”

คนที่คุยๆ อยู่ตอนนี้เป็นลักษณะแบบไหน?

ปูดำ : “ตอนนี้ที่คุยๆ ทั้งในเฟซและในชีวิตจริงก็เป็นการคุยกันเหมือนเพื่อน แต่เรื่องที่จะมาดูแลคุ้มครองเรา พี่มองว่าพี่อยู่ในวัยซึ่งไม่มีใครมาดูแลเรา มันต้องผู้ใหญ่มากๆ”

ทั้งชีวิตเจอคำนินทาตลอด บางทีได้ยินกับหูเลย มีเรื่องอะไรบ้าง?

ปูดำ : “อย่างสมัยก่อน พี่มีผู้จัดการคนนึง ไปไหน ไปด้วยกัน ขำมากเลยอยากทานฝรั่ง แล้วให้พี่เลี้ยงไปซื้อ เราเห็นว่านานเลยตามไปดู เขาบอกว่าไป แล้วมาบอกว่าเมื่อกี้เข้ามาทำไม ขัดจังหวะ กำลังเม้าท์เลย บ้านอยู่ติดกันเลย คนนี้เป็นเมียรัฐมนตรี รัฐมนตรีเลี้ยงอยู่ เม้าท์สารพัด ทั้งที่ผู้จัดการก็อยู่กับเรามานาน”

เห็นว่าได้ยินกับหูเลยว่า คนเม้าท์ว่ามีลูก?

ปูดำ : “เคยไปออกบูธดารา แล้วเราเป็นประเภทชอบเด็กอ้วน แล้วพี่ชายนั่งทานอาหารอยู่ แล้วมีคนบอกว่า นั่นนะลูกกับสามีที่เป็นดารา หรือลูกติดกับคนที่เพิ่งเลิกกันไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ ดูสิ ออกลูกยังไงหน้าเหมือนคนใช้ คือคนมันจะเม้าท์มันก็เม้าท์ไปเรื่อย”

ที่ผ่านมาไมามีการแก้ข่าว หรือตั้งโต๊ะแถลงเกี่ยวกับเรื่องตัวเองเลย?

ปูดำ : “ใช่ สิ่งที่เราได้ฟัง สิ่งที่เราได้ยินคำนินทา ถ้าเกิดมันเป็นอะไรที่ขาจรเราจะไม่เสียเวลา แต่ถ้าเป็นระดับมหาภาค เราก็จะตั้งโต๊ะ แต่มันยังไม่เคยมีแบบนั้น แต่ในขณะเดียวกันช่วงนี้ก็มีข่าวเหมือนกัน เรื่องที่พี่พูดถึงคนนั้น คนนี้ พี่ว่าให้คำเหล่านั้นมันลืมเลือนไปดีกว่า เพราะว่าตอนนี้ต่อให้เราไปพูดแก้ตัว แก้ต่างยังไงกับคนที่ไม่รักเรา พูดให้ตายเขาก็ไม่เชื่อ เพราะฉะนั้นไม่แก้ข่าวอีกไม่กี่วันคงลืมมั้ง”

พร้อมตายทุกเมื่อเลยเหรอ?

ปูดำ : “ใช่ค่ะ ตอนนี้ในชีวิตของพี่ปูเอง คุณพ่อเสียแล้ว คุณแม่เสียแล้ว พี่ชายบวช เราตัวคนเดียวจริงๆ  ทุกครั้งที่เราจะนอน เราจะอธิษฐานจิต หรือสวดมนต์เล็กๆ น้อยๆ ปุ๊บ เราก็จะพูดตลอดเวลาว่า ถ้าเกิดต้องไป ขอให้หนูไปเลยนะ เรารู้สึกว่าการได้อยู่บนเตียงนึ่มๆ แอร์เย็นๆ เรารู้สึกสบาย เราพร้อมจะไป เพราะเราไม่มีห่วงข้างหลัง”

เห็นว่ามีหลายครั้งเหมือนกันที่มีธรรมะเข้าช่วย แต่ก็นั่งร้องไห้คนเดียวอยู่บ่อย?

ปูดำ : “จริงๆ พอเราอยู่ตัวคนเดียว เราจะไม่มีที่ปรึกษา ที่บ้านก็จะเป็นเด็ก เขาก็จะให้คำปรึกษาอะไรไม่ได้ เราต้องเป็นคนดูแลเขา เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เราตัดสินเองตอนนี้มันคือชีวิตของเราล้วนๆ แล้วเรารู้สึกว่าตอนนี้เราไม่รู้จะตัดสินอะไร เพื่อใคร เรามีความรู้สึกว่าชีวิตมันน่าเบื่อ แล้วก็ไม่น่าอยู่ ชีวิตรอบๆ ตัวก็มีแต่โรคภัยไข้เจ็บ มีแต่การนินทา การแข่งขัน ชีวิตจริงๆ มันไม่ได้มีความสุข เราสามารถนับความสุขได้ แต่ความทุกข์นี่นับไม่ถ้วน”

เห็นว่าพี่ปูเคยเบื่อ ถึงขั้นอยากจบชีวิตตัวเอง?

ปูดำ : “มันเป็นคำเดียวที่พี่บอกเมื่อกี้เลยว่า ถ้าเกิดจะตาย ตายเลยนะ แต่ไม่ถึงขนาดนั้น  แต่เราพร้อมวันนี้ เดี๋ยวนี้ เรามีความรู้สึกว่าเราพร้อมเสมอที่เราจะไป”

วางแผนจัดการชีวิตตัวเองยังไง?

ปูดำ : “ถ้าเราตายไป สมมติเรามีญาติพี่น้องอยู่ เขาก็คงจัดการกันเอง มันก็เป็นไปตามนั้น”

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ อยากใช้เวลากับคุณแม่?

ปูดำ : “ก่อนที่คุณแม่พี่จะเสียสัก 3-4 ปีที่แล้ว ปูรับละครเยอะ ปีนั้นประมาณ 3 เรื่อง  แล้วคิวเต็มเลย แล้วช่วงนั้นเป็นช่วงที่คุณแม่ไม่สบาย แล้วคุณแม่ไปอยู่ห้อง ICU เวลาเยี่ยมห้อง ICU มันก็มีเวลาจำกัด ซึ่งไม่ตรงเวลาที่กองเขาปล่อย  พอเราว่างจะมา ห้อง ICU ก็ไม่ให้เราเข้าเยี่ยม จริงๆ เราทำงานเพื่อใคร เราทำงานเพื่อครอบครัว แต่พอวันนึงเราทำเต็มที่แล้ว แล้วเราไม่สามารถที่จะดีงเขากลับมาได้แล้ว เราก็มีความรู้สึกว่าเพื่อใคร เพื่ออะไร จนทำให้พี่ปูเนี่ยไม่รับละครอยู่ช่วงนึงหลังจากที่คุณแม่เสีย เพราะมีความรู้สึกว่าไม่รู้จะทำเพื่อใคร”

เห็นว่ามันเป็นปมที่อยู่ในใจ?

ปูดำ : “มันเป็นปม เพราะว่าเราทำมากเกินไป”

ถ้าย้อนกลับไปแก้ไขเรื่องราวในอดีตได้ อยากแก้เรื่องอะไร?

ปูดำ : “อยากจะแก้หลายเรื่องเลย เพราะต้องพูดเลยว่าสุขนับได้ ทุกข์นับไม่ได้ ถ้าเกิดเลือกได้ก็ไม่อยากเกิด แต่ก็คงไม่ได้อรหันต์ขนาดนั้น เพราะ บุญ บาปก็ทำมามากมาย มนุษย์เกิดมามันก็ทุกข์ จริงๆ ไม่อยากเดิดเลย ชีวิตมันเป็นลูทีนมันน่าเบื่อ มันไม่มีอะไรมั่นคงที่เราจะนับถือ”

เคยคิดไหมเราเป็นโรคซึมเศร้าหรือเปล่า?

ปูดำ : “พี่ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้า หรือไบโพลา พี่คิดว่าไบโพลาร์กับซึมเศร้าต้องใช้กับคนที่ผิดหวังในทุกๆ เรื่อง และปัจจุบันก็ยังไม่สามารถคว้าอะไรมาได้ ทำให้คาดหวังแล้วหลุด แต่ของพี่ พี่จะคิดถึงเรื่องแม่ซัส่งนใหญ่ว่าพ่อไป แม่ไป พี่บวช อยู่กับใคร ไม่อยากอยู่เลย แต่เรื่องความรักที่ผ่านๆ มามีผิดหวัง ผิดพลาดมา ทุกวันนี้มานั่งมองเป็นครู เป็นอาจารย์ เชื่อคนง่าย ถ้าเกิดเรามีลูกมีหลานเราจะได้สอนได้ แต่ว่าเราไม่มีวิชามันก็อยู่ติดตัวเรา ทำให้เราเกร่งมากขึ้น”

นิกกี้ ขอร่วมวงคอมเมนต์เจนนิเฟอร์ คิ้ม ซัดกลับคนดราม่า อย่ามามั่วด่ากูว่าเป็นสลิ่ม

นิกกี้
นิกกี้

นิกกี้ ขอร่วมวงคอมเมนต์เจนนิเฟอร์ คิ้ม ซัดกลับคนดราม่า อย่ามามั่วด่ากูว่าเป็นสลิ่ม นักร้องรุ่นใหญ่ โพสต์ข้อความขอบคุณทุกกำลังใจ และทุกยอดฟอลโลว์ในอินสตาแกรม @j.kim4real เนื่องจากเธอเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่โดนคอมเมนต์ป่วนหลังลงรูปพ่อหลวง ร.9 โดยเจ้าตัวได้เขียนแคปชั่นไว้ว่า

“แม่ขอกราบขอบพระคุณทุกๆ กำลังใจของทุกๆ คนที่ฟอลด้วยความจงรักฯต่อพ่อหลวง ร.9 มันน่าเศร้าใจที่การแสดงความเคารพรักและเทิดทูนพ่อหลวง ร.9 ในทุกวันนี้ กลายเป็นความผิด จนหลายคนไม่กล้าแสดงออก สำหรับแม่เอง แม่ทำในพื้นที่ของแม่ เหมือนเราตั้งโต๊ะไหว้เจ้าแล้วคนมาถีบโต๊ะเราล้มแล้วถ่มถุยใส่บ้านเรา…เราควรจะถีบหน้ามันมั๊ย?…เราควรจะตบปากมันเท่าอายุแม่มั๊ย?…แม่ไม่เคยไปวุ่นวายกับความคิดใครเพราะทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิด”

“แต่ถ้าอยากมีเรื่อง…ข้อแรกมึงต้องใจถึง…ข้อที่ 2 มึงต้องเงินถึง…เมื่อจะต้องเผชิญหน้ามึงอย่าหนี!!…เพราะแม้กำลังกายกูจะไปไม่ถึงมึง…แต่กำลังเงินกูไปถึง!…กูมั่นใจ!! และแม่จะยังตั้งโต๊ะไหว้เจ้าต่อไปกับอีกหลายคนที่มาไหว้พร้อมๆ กับแม่ ด้วยความจงรักฯจนวันตาย #ไหว้เจ้ากัน”

ซึ่งต่อมาก็มีเพื่อนพ้องในวงการเข้ามากดไลก์และแสดงความคิดเห็นในทำนองที่เห็นด้วยกับ เจนนิเฟอร์ คิ้ม กันอย่างหนาแน่น อาทิ ท็อป ดาราณีนุช, นิว นภัสสร, จูน กษมา, อุ้ย บูดาเบส, แจง ปุณณาสา , โบวี่ อัฐมา และ กัปตัน ภูธเนศ เป็นต้น

แต่คอมเมนต์ที่เดือดสุดๆ คงจะหนีไม่พ้น นิกกี้ ณฉัตร ที่เข้ามาร่วมวงใส่อีโมจิเป็นรูปหัวใจไว้ แต่กลับมีชาวเน็ตบางส่วนเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์จนกลายเป็นดราม่าถึงขั้นบอกว่าขอเลิกติดตามขึ้นมาทันที

โดยทางด้าน นิกกี้ ก็ได้เข้ามาตอบกลับว่า “เลิกดูไม่โกรธนะ แต่อย่ามามั่วด่า กูว่ากูเป็น สลิ่มมมม”“การที่ผมพิมพ์ (อีโมจิรูปหัวใจ) ให้พี่คิ้ม ซึ่งเป็นพี่ที่ผมเคารพ หมายถึงผมเป็นสลิ่มเหรอ”

เมย์ พิชญ์นาฏ มาแล้ว เสิร์ฟช็อตหวานไฮโซบิ๊ก ปักหมุดโลเคชั่น คลั่งรักเวอร์ๆ

เมย์ พิชญ์นาฏ
เมย์ พิชญ์นาฏ

เมย์ พิชญ์นาฏ มาแล้ว เสิร์ฟช็อตหวานไฮโซบิ๊ก ปักหมุดโลเคชั่น คลั่งรักเวอร์ๆ ทำเอาอินสตาแกรม @ maypitchy กลายเป็นสีชมพูแทบจะในทันที สำหรับโมเมนต์อวดแฟนล่าสุดที่ นางร้ายซุปตาร์ เมย์-พิชญ์นาฏ สาขากร นำมาเสิร์ฟให้แฟนคลับแฟนละครกดไลก์รัวๆ

โดยโพสต์ที่ว่านี้ เป็นภาพถ่ายของเจ้าตัวกับหวานใจนักธุรกิจ บิ๊ก-อัครวัชร คงสิริกาญจน์ หรือ ไฮโซบิ๊ก ขณะกำลังนั่งใกล้ชิดกันตามประสาคู่รักคู่หวาน และถึงแม้ดีเทลของภาพจะถ่ายออกมาในลักษณะหน้าชัดหลังเบลอ แต่ด้วยแคปชั่นรูปหัวใจดวงโต และแฮชแท็ก #ก็ว่าจะไม่รัก ก็ช่วยตอกย้ำได้เป็นอย่างดีเลยว่า ความรักของทั้งคู่ยังคงหวานและชัดเจนเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน

เท่านั้นไม่พอ เพราะโลเคชั่นที่ เมย์ พิชญ์นาฏ ปักหมุดไว้นั้น ก็ยังถูกตั้งชื่อแบบพิเศษว่า “วันนี้แฟนน่ารักจัง” เพื่อบอกความในใจส่งตรงไปถึงแฟนหนุ่มอีกด้วย

ขณะที่ทางด้านแฟนคลับ รวมถึงเพื่อนพ้องซุปตาร์ อาทิ พาย พิมพ์พัชร, แป้ง อรจิรา ต่างก็เข้ามาแสดงความยินดีและชื่นชมความรักของทั้งคู่กันอย่างต่อเนื่อง

 

VIVO วีโว่ แอนิเมชั่นมิวสิคัล Sony Picture Animation ภาพยนตร์แอนิเมชั่นมิวสิคัล

VIVO วีโว่
VIVO วีโว่

VIVO วีโว่ แอนิเมชั่นมิวสิคัล Sony Picture Animation ภาพยนตร์แอนิเมชั่นมิวสิคัล จากค่าย Sony Picture Animation ที่จะทำให้อิ่มเอม ประทับใจไปกับมิตรภาพต่างวัย ต่างชาติพันธุ์ เรียกน้ำตาแห่งความสุขและจบลงแบบสวยงาม หากใครชอบความหมายดี ๆ หากใครชอบฟังเพลงเพราะๆ หากใครชอบที่ดูอะไรแล้วทำให้หัวใจเบ่งบาน Vivo ทางเลือกที่ดีที่สุดในช่วงเวลานี้เลย

Vivo เป็นเรื่องราวของคิงคาจู  ที่ใครหลายคนมองตอนแรกเราก็คิดว่าเป็นลิง แต่แท้จริงแล้วคือหมีน้ำผึ้งจากป่าฝนเขตร้อน วีโวมีความพิเศษตรงที่ เข้าใจในภาษาดนตรี รักเสียงดนตรี แถมยังเข้าใจในภาษาคนอีกด้วย ความสามารถพิเศษนี้ถูกค้นพบโดยตาเฒ่าอันเดรส ผู้รักในเสียงดนตรี นักแต่งเพลงและนักดนตรีมากความสามารถทั้งสองใช้ชีวิตร่วมกันในฮาวานา คิวบา เปิดหมวกเล่นดนตรี มอบความสุขให้ผู้คนในเมืองได้ฟังทุกวัน ทั้งสองเป็นที่รักของผู้คน ทุกคนต่างก็ชื่นชอบคู่หูต่างสายพันธุ์คู่นี้

วันหนึ่งตาเฒ่าอันเดรส ได้รับจดหมายจากแดนไกล จากเพื่อนเก่า  มาต้าร์ แซนเดอวัล นักร้องสาวสไตล์ลาตินอเมริกันที่ไปโด่งดังในสหรัฐอเมริกา เธอกำลังจะจัดการแสดงเพื่ออำลาไมค์เป็นครั้งสุดท้ายที่ไมอามี ฟลอริดา สหรัฐอเมริกา เธออยากให้เพื่อนเก่าคือตาเฒ่าอันเดรส ที่จากกันไปหลายสิบปีไปร่วมแสดงบนเวทีด้วย เพราทั้งสองคนคือเคยทำงานร่วมกันมาในสมัยที่ยังไม่มีชื่อเสียง แต่เนื่องจากนี่คือการเดินทางข้ามประเทศ ผู้คนในเมืองเมื่อรู้ข่าวจึงร่วมกันลงขันให้ตาเฒ่าอันเดรส

เมื่อตาเฒ่าอันเดรสและวีโวกลับไปถึงที่พัก ตาเฒ่าเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า แต่เจ้าวีโวกลับไม่เห็นด้วยกับการเดินทางครั้งนี้ เจ้าวีโวรู้สึกว่าการเล่นดนตรีเปิดหมวกที่ฮาวานาก็มีความสุขดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปแสดงโชว์ที่ไหน โดยเฉพาะการแสดงในที่ห่างไกลถึงอเมริกา ดูหนังออนไลน์

ตาเฒ่าอันเดรส จึงเล่าเรื่องราวในอดีตที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับมาต้าร์ แซนเดอวัลว่า ทั้ง 2 เคยทำงานร่วมกัน คนหนึ่งเป็นนักร้อง อีกคนหนึ่งเป็นนักแต่งเพลงและนักดนตรี แต่อันเดรสมีความรู้สึกอันดีที่ลึกซึ้งมากไปกว่าคำว่าเป็นเพื่อนร่วมงาน เขารักเธอมาก อยากจะใช้ชีวิตร่วมกับเธอ ในวันที่เขากำลังจะบอกรักเธอ ก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาแล้วบอกกับมาต้าร์ แซนเดอวัลว่าเธอกำลังจะได้ทำเพลงกลายเป็นศิลปิน ด้วยความที่อันเดรสรักเธอมาก ทำให้เขาคิดว่าการบอกรักของเขานั้นอาจเป็นการถ่วง ไม่ให้คนที่เขารักประสบความสำเร็จ เขาจึงทำได้เพียงแสดงความยินดีกับเธอ แล้วก็เดินจากมา

ตาเฒ่าอันเดรสเปิดกล่องเก็บของ เขาหยิบกระดาษใบหนึ่งขึ้นมา นั่นมันคือเพลงที่เขาแต่งเอาไว้หลายสิบปีแล้วที่เขาต้องการจะมอบให้กับมาต้าร์ แต่ก็ไม่ได้ให้มันถูกอยู่ในกล่องมานานถึงปัจจุบัน และนี่คือโอกาสอันดีที่สุดที่เขาจะนำเพลงนี้ไปมอบให้กับมาต้าร์ เพลงนี้มันจะปิดฉาก นักร้องและอำลาไมโครโฟนได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด เจ้า Vivo ตั้งคำถามสำคัญว่า “กับไอ้แค่เพลงเดียวนะมันจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้”  แล้วมันก็ออกจากห้องนี้ไป ส่วตาเฒ่าอันเดรสก็นอนหลับไปบนเก้าอี้

รุ่งเช้าวีโวคิดได้ว่า การที่มีวันนี้ได้ก็เพราะเกิดจากตาเฒ่าอันเดรสเอามาดูแลและให้เล่นดนตรีคามที่มันรัก แล้วมันคิดได้ว่า การที่มันแสดงอาการไม่พอใจและไม่อยากไปไมอามี่นั้นเป็นสิ่งที่ผิด การที่ตาเฒ่าแอนเดส ต้องการนำเพลงที่สำคัญที่สุดในชีวิตไปมอบให้กับหญิงสาวที่เขารักนั้นมันมีความหมายต่อตาเฒ่าอันเดรสกับมาตาร์มาก มันจึงกลับเข้ามาในห้อง มันเห็นตาเฒ่าอันเดรสนอนนเก้าอี้นั้น มันพยายามปลุก แต่ตาเฒ่าอันเดรสก็ไม่ยอมตื่น อันเดรสได้จากมันไปแล้ว

วีโว รู้ทันทีว่า มันต้องสานต่อความต้องการของตาเฒ่าอันเดรสให้ได้ วีโวต้องนำเพลงนี้ไปมอบให้กับมาต้าร์ แซนเดอวัล เพื่อให้เธอรับรู้ว่า อันเดรสยังรักมาต้าร์ไม่เสื่อมคลาย ซึ่งวีโวก็ได้รับความช่วยเหลือจากกาบี หลายสาวของอันเดรสที่มาร่วมงานศพที่คิวบา

วีโวกับกาบีคู่ซี้ใหม่ต่างสายพันธุ์จะสามารถนำเพลงที่มีความหมายมากที่สุด ไปมอบให้กับมาต้าร์ แซนเดอวัลให้ทันก่อนการแสดงได้อย่างไร ระหว่างการเดินทางทั้งสองจะต้องเจอกับอุปสรรคอะไรบ้าง สามารถติดตามหารับชม เมสิคัลแอนิเมชั่นเรื่อง Vivo ได้ทาง Netflix เลย

Vivo คือภาพยนตร์เอนิเมชั่นจากโซนี่ ดูจบแล้วก็มีแต่ความประทับใจ เล่าเรื่องราวได้สนุก ได้อารมณ์ของหนังแนวผจญภัย แนวการเดินทาง   อันเป็นแนวทางของหนังแนว road movie ซึ่งทุกเส้นทาง ทุกระยะทาง และทุกอุปสรรค์ที่พบเจอระหว่าการเดินทางจะสามารถประสานความสัมพันธ์ของคู่หูต่างสายพันธุ์ได้ ตัวละครได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน และจบลงอย่างสวยงาม ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างกับวีโว กับ กาบี้ มันก็เป็นไปตามสูตรของหนังแนว Rosd movie ทุกประการ

และเนื่องจากเป็นอนิเมชั่นที่ทำมาให้ดูได้ทุกช่วงวัย ดังนั้นเนื้อเรื่องจึงไม่มีความซับซ้อน อุปสรรคก็ไม่ได้แก้ไขยากเย็นอะไรนัก ดูง่ายและเข้าใจง่าย เหมาะสำหรับทุกคนจริง ในเรื่องการเล่าเรื่องการดำเนินเรื่องหรือการใส่อุปสรรคต่าง ๆ เข้ามานั้น บอกได้เลยว่าโซนี่เขามือไม่ตกจริง โดยเฉพาะการ การทำให้เป็นภาพยนตร์เพลงนั้น ก็ถือว่าเป็นความกล้าหาญของทางค่าย เพราะเราก็ไม่เคยเห็นว่า Sony จะทำเอนิเมชั่นออกมาทางนี้ ซึ่งถ้าพูดถึงภาพยนต์เพลงในฝั่งค่ายวอลดิสนี่แล้วคงจะเห็นมาแล้วหลายต่อหลายเรื่อง แต่สำหรับ Vivo ผมถือว่าเขาประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก กลับการนำเสนอรูปแบบภาพยนตร์เพลง

เนื่องจากผมดู Vivo 2 รอบ รอบแรกดูแบบฉบับของ Soundtrack ก็เพื่อเน้นการฟังเพลงเป็นหลัก กับอีกครั้งดูพากย์ไทย เพราะอยากจะรู้ว่าฝีมือการพากย์ไทย และรวมถึงการร้องเพลงภาษาไทยในหนังจะมีความแตกต่างกันมากแค่ไหน โดยส่วนตัวแล้วผมขอบอกเลยว่า ฉบับการพากย์ไทยนั้นแทบไม่มีอะไรด้อยกว่าฉบับ Soundtrack เลย การสื่ออารมณ์ หรือแม้แต่การร้องเพลงภาษาไทย ถือว่าดีงาม มันแทบจะเป็นโทนเดียวกับต้นฉบับเลยด้วยซ้ำ อาจจะมีเล็กน้อยในเรื่องของจริตจะก้านของเสียง ซึ่งแน่นอนว่าการจะให้ทุกการออกเสียงทุกอย่างให้เป็นไปตามต้นฉบับนั้นมันเป็นไปไม่ได้ เท่าที่เห็นนี้ก็ถือว่าดีมากสำหรับพากย์ไทยแล้ว  Vivo จึงเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่พากษ์ไทยได้ดี ดูเวอร์ชั่นภาษาไทยก็ไม่ถือว่าเสียอรรถรสในการรับชม

ด้านเสียงไทยนั้นขอชื่นชม โอ๊ต ปราโมทย์ ปาทานร้องเสียงไทยของวีโว และ เฟรม ศุภัคชญา สุขใบเย็นร้องเสียงไทยของ กาบี ถือว่าทำหน้าที่ถ่ายทอดอารมณ์ได้ดี ฟังแล้วไม่ขัดหูอะไรเลย

แต่ที่ขอชื่นชมมากๆ คือ เจนนิเฟอร์ คิ้ม ทำหน้าที่พากย์เสียงและร้องเพลงประกอบได้ดีมาก วิธีการร้องและเสียงร้องของเจนนิเฟอร์ คิ้ม แทบไม่แตกต่างกันกับเวอร์ชั่นต้นฉบับ ที่เจ้าของเสียงคือ Gloria Estefan เลย แถมยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของเจนนิเฟอร์ คิ้มด้วย ยิ่งเพลงที่สำคัญที่สุดของเรื่องด้วยแล้ว เราดูภาพประกอบไปแล้วฟังไปมันทำให้เราน้ำตาซึมขึ้นมาได้เลยนะ

เรื่องนี้มีความลงตัวสุด ๆ กับจังหวะที่หนังเขาสอดแทรกเพลงเข้าไปในเนื้อหานั้นพอดิบพอดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป และอยู่ในจังหวะที่เหมาะสม ทุกเพลงเพราะและดีมาก กลิ่นอายป๊อปแบบละตินอเมริกันมาเต็ม ๆ ส่วนตัวแล้วผมไม่ได้รำคาญการใส่เพลงของหนังเรื่องนี้เลย

แต่ถ้าจะให้เทียบเพลงที่สำคัญที่สุดของเรื่อง Vivo คือ Inside Your Heart กับเพลงที่สำคัญที่สุดของหนังเรื่อง Coco จากค่ายพิกซาร์คือ Remember Me บอกได้เลยว่า Vivo ยังสู้ไม่ได้ เพลงยังไม่มีพลังมากพอที่จะตรึงเอาเราเอาไว้กับเนื้อหาหรือในระดับลงลึกเข้าไปในจิตใจและห้วงอารมณ์ของเราได้มากนัก ซึ่งเพลง Remember Me ของ Coco สามารถทำหน้าที่นี้และลงลึกเข้าไปอยู่ในจิตใจของเรา และสามารถถ่ายทอดอารมณ์ของหนังทั้งหมดได้มากกว่า

นอกจากนี้งานด้านภาพ ด้านเทคนิค ก็ถือว่ายอดเยี่ยม รายละเอียดยิบย่อยถือว่าทำได้ดีมากๆ สมกับเป็นมาตรฐานภาพยนตร์แอนิเมชั่นจากโซนี่เลยครับ ซึ่งก็แน่นอนว่าที่เขาสร้างมาได้มาตรฐานขนาดนี้เพราะเขาตั้งใจจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ซึ่งเมื่อเช็คแล้วในประเทศไทยนั้นจะลงฉายในวันที่ 12 สิงหาคม 2021 นี้ แต่ก็ต้องมาเจอกับพีท covid-19 ซะก่อน จึงต้องมาลงฉายใน Streaming ของ Netflix ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ดูภาพที่มันเต็มตา ไม่ได้ฟังเสียงคุณอย่างดีเยี่ยมในโรงภาพยนตร์ แต่อย่างน้อยเราก็ยังได้รับชม แบบไม่ต้องค้างเติ่ง เหมือนหนังใหญ่หลายเรื่องที่ไม่กล้าฉายสักที

หากถ้ามองความหมายในเชิงสัญลักษณ์แล้ว Vivo อธิบายความสัมพันธ์ของมนุษยชาติได้ดี ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติไหน ประเทศไหน หรือภาษาไหน เราทุกคนล้วนแต่เป็นพลเมืองโลกเหมือนกัน และบทเพลงนั้นประสานให้ทุกคนมีความรู้สึกถึงความเป็นหนึ่งเดียว และเป็นตัวเชื่อมว่า มนุษย์เราไม่ควรมีการแบ่งแยก

หนังเขามีความชาญฉลาดตรงที่เขาเลือกใช้พื้นที่ในการนำเสนอได้ดีโดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นเมืองพรมแดน ระหว่างสหรัฐอเมริกาคือ Miami และคิวบาคือเมืองฮาวานา ซึ่งหากติดตามข่าวสารบ้านเมืองจะรู้ว่าชาวคิวบานั้นหลบหนีเข้าประเทศอเมริกาผ่านพรมแดนนี้เสมอ

และการที่เขาใช้คิงคาจูเป็น Vivo ตัวละครหลัก นอกจากเหตุผลทางด้านจิตวิทยาที่สัตว์จะเข้าเด็ก ๆ ที่ดูหนังได้ดีแล้ว ยังจะมีเหตุผลทางด้านที่สื่อถึงความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติ หลากหลายวัฒนธรรมด้วย และไม่ว่าจะมีความต่างกันด้านไหนก็ตาม ก็สามารถรับรู้ถึงอารมณ์ของเพลงได้เช่นกัน  และหากประสานความแตกต่างกันได้ดี มันก็จะเกิดสิ่งดี ๆ ขึ้น

มันก็เหมือนกับ Vivo เป็นสัตว์แต่สามารถเล่นดนตรีได้ มีความสามารถในการจดจำท่องทำนองและ Melody ได้ แต่ไม่สามารถร้องเพลงในภาษามนุษย์ แต่กาบี แม้จะเป็นมนุษย์แต่ก็ร้องเพลงเพี้ยน แต่กลับสามารถจำเนื้อหาของเพลงได้ และเมื่อทั้งสองมารวมกัน มันก็ก่อให้เกิดคุณงามความดีของเพลงได้ สามารถส่งสารสำคัญของบทเพลงได้ แล้วหนังก็นำเสนอในเชิงสัญลักษณ์คือ ทั้งวีโวและกาบี ร่วมเดินทางส่งบทเพลงที่มีค่าที่สุด ของคนที่มีค่าที่สุด ไปให้กับคนที่มีค่าที่สุดนั่นเอง

ส่วนในจุดที่ไม่ชอบอยู่บ้างก็ตรงที่ หนังเข้าใส่อุปสรรคเข้ามาในช่วงการเดินทางของตัวละคร ซึ่งแต่ละอุปสรรคนั้นมันแก้ไขง่ายเกินไป แล้วรู้สึกว่าแต่ละอุปสรรคนั้นมันไม่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ของตัวละครสักเท่าไหร่ อีกทั้งยังใส่ตัวละครเข้ามามากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นตัวละคร ตัวละครสัตว์หลากหลายชนิด มันเลยทำให้มีบางอย่างที่รู้สึกว่ากระจัดกระจาย และส่งผลต่อความเป็นเอกภาพของเรื่อง

อย่างไรก็ตาม เชื่อเถอะว่า Vivo จาก Sony Pictures Animation จะเป็นภาพยนตร์เพลงที่ดูแล้วมีความสุข แล้วเชื่อเถอะว่า “เพลงเดียวก็สามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างได้ “ดังนั้น ไม่ควรพลาด Vivo ด้วยประการทั้งปวง

นิวเคลียร์ ฟาดด้วยคลิป ซัดกลับคนถามไม่เลี้ยงลูกเหรอ ทำเอาคนเป็นแม่ถึงกับงง

นิวเคลียร์
นิวเคลียร์

นิวเคลียร์ ฟาดด้วยคลิป ซัดกลับคนถามไม่เลี้ยงลูกเหรอ ทำเอาคนเป็นแม่ถึงกับงงเลยทีเดียว เมื่อมีบางคนที่เห็นว่า นิวเคลียร์ หรรษา ไม่ค่อยลงคลิปเล่นลูกชาย น้องไทก้า ถึงกับมีคนมาถามว่าแม่ไม่เลี้ยงลูกเหรอ จนนิวเคลียร์ต้องออกมาพูดบ้างว่าที่ไม่ค่อยถ่ายคลิปลูก เป็นเพราะ น้องไทก้า ไม่ชอบ ตอนเล่นกับลูกก็เลยไม่ค่อยถ่ายคลิปจ๊ะ งานนี้ก็เลยฟาดกลับด้วยคลิปน่ารักๆ ของน้องไทก้าและโพสต์ข้อความลงอินสตาแกรมซะเลยว่า

“ก้าเป็นผู้ใหญ่แล้วนะคับพี่ๆ นานๆจะยอมให้ถ่ายแหะ คนชอบบอกไม่ลงคลิปกะก้าเลยนะเดวนี้ ปกตินิวอยู่กับก้าจะไม่ค่อยถ่ายคลิปหรือรูปเท่าไหร่ เพราะก้าไม่ชอบให้ถ่าย ก็จะใช้ควอลิตี้ไทม์ไปแบบไม่โซเชียล เราก็ไม่อยากทำอะไรที่เค้าไม่ชอบด้วย เลยไม่ค่อยถ่ายลงให้พี่ๆดูเลย  ( มีคนถามว่าแม่ไม่เลี้ยงลูกหรอไม่ลงคลิปกับลูกเลย เอื้อออ ไม่ลงคลิปตอนเล่นกะลูก=ไม่เลี้ยงลูก? ตรรกะอิ้หยัง งงมากเด้อ บางทีเราก็ไม่ได้เสพติดโซเชียลขนาดน้านนน มันจำเป็นขนาดนั้นเลยหรองงบางที )”

รวมถึงคอมเมนต์ของแฟนๆ ที่ทำเอางงไปด้วยว่าทำไมถึงมีคนคิดแบบนี้ด้วย

ถั่วเหลืองสีเขียว Edamame คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร

Edamame

ถั่วเหลืองสีเขียว ยังคงเป็น edamame เป็นผักสดในรูปแบบของฝักสีเขียวอ่อนขนาดเล็กมากซึ่งประกอบด้วยเมล็ดของเนื้อนุ่มและรสชาติอ่อน นักโภชนาการมาเรียเอมิเลียฟรานอธิบายว่านี่เป็นแหล่งโปรตีนที่สมบูรณ์

ซึ่งเป็นอาหารที่คนตะวันออกบริโภคกันอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่ 200 ปีก่อนคริสตกาล“ ส่วนใหญ่เป็นญี่ปุ่นจีนและเกาหลี” อธิบาย ชื่อของมันคือการแปลตามตัวอักษรของ “ถั่วสาขา”

หมายถึงถั่วเหลืองที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะที่บรรจุอยู่ในฝัก สามารถบริโภคเป็นอาหารเรียกน้ำย่อย แต่ก็มีคุณค่าทางโภชนาการที่ดี อุดมไปด้วยโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตยังมีโอเมก้า 3 กรดโฟลิกและวิตามินเคจำนวนมาก

อาหารที่เข้าถึงได้ง่ายเนื่องจากคุณสมบัติทางโภชนาการสามารถรับประกันประโยชน์ต่อสุขภาพหากบริโภคเป็นประจำ

1. บรรเทาอาการของวัยหมดประจำเดือน: เช่นเดียวกับถั่วเหลืองที่เป็นผู้ใหญ่ edamame มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพซึ่งมีประสิทธิภาพในการรักษาทางเลือกสำหรับอาการวัยหมดประจำเดือนโดยเฉพาะอย่างยิ่งไอโซฟลาโวน

2. ความมั่งคั่งทางโภชนาการ: ตามที่นักโภชนาการอาหารนี้เป็นแหล่งของวิตามิน A, B และ C เช่นเดียวกับแร่ธาตุเช่นแคลเซียมฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม, ซาโปนินและกรดไฟติก

3. มีแคลอรีต่ำ: Edamame เป็นแคลอรี่ต่ำมีประมาณ 120 กิโลแคลอรีต่อ 100 กรัมจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพลังงานสำหรับการออกกำลังกายและแสวงหาการลดน้ำหนัก

4. ผลประโยชน์สำหรับการมองเห็น: เพราะมันเป็นแหล่งวิตามินเอที่ดีการทาน edamame บ่อยครั้งสามารถช่วยบำรุงสายตา

5. ช่วยควบคุมลำไส้: เนื่องจากเป็นอาหารที่มีเส้นใยสูงจึงช่วยในการควบคุมการทำงานของลำไส้รวมทั้งปรับปรุงการดูดซึมของเหล็กสังกะสีแมกนีเซียมและแคลเซียม

6. ระดับคอเลสเตอรอลสมดุล: ตามที่นักโภชนาการอาหารนี้อุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) และควบคุมความดันโลหิตและป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด

7. ช่วยต่อสู้กับโรคมะเร็ง: อาหารที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระการบริโภค edamame ช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งและอาจลดอัตราการเกิดมะเร็งเต้านมได้มากถึง 25% ตามการวิจัย

8. ต่อสู้อาการซึมเศร้า: เนื่องจากในปริมาณสูงของกรดโฟลิค, edamame มีความสามารถในการป้องกันการก่อตัวของ homocysteine ​​สารที่ป้องกันการผลิตฮอร์โมนเช่น serotonin และ dopamine ซึ่งควบคุมอารมณ์การนอนหลับและความอยากอาหาร

วิธีการเลือก ไม้ลามิเนต Vs ไม้เอ็นจิเนียร์ ความแตกต่างกันอย่างไร

วิธีการเลือก ไม้ลามิเนต Vs ไม้เอ็นจิเนียร์  ความแตกต่างกันอย่างไร

วิธีการเลือกไม้ ไม้ลามิเนต Vs ไม้เอ็นจิเนียร์ ความแตกต่างกันอย่างไร หลายคนอาจสงสัยว่าไม้ลามิเนตกับไม้เอ็นจิเนียร์มีความแตกต่างกันอย่างไร และหากจะเลือกมาใช้เป็นวัสดุตกแต่งพื้นภายในบ้านควรเลือกอย่างไรให้ลงตัวกับพื้นที่อยู่อาศัยมากที่สุด บทความนี้มีคำตอบมาแนะนำค่ะ

แม้มองเพียงผิวเผินอาจจะรู้สึกว่าไม้ลามิเนตและไม้เอ็นจิเนียร์มีความเหมือนกัน ด้วยโทนสีและลายไม้ที่มีความเป็นธรรมชาติ แต่ความจริงแล้ววัสดุทั้งสองชนิดนี้ที่คนส่วนใหญ่นิยมนำมาใช้ปูพื้นภายในที่อยู่อาศัยให้สวยงามนั้นมีความแตกต่างกันออกไป

ไม้ลามิเนต (Laminate)
ลามิเนต ตามความหมายในภาษาอังกฤษนั้นอธิบายไว้ถึงลักษณะลามิเนตว่าเป็นชั้นบาง ๆ ซึ่งถูกนำมาใช้เรียกพื้นไม้ลามิเนตที่มีลักษณะเป็นแผ่นไม้บาง โดยผ่านกระบวนการผลิตด้วยการบีบอัดไม้จากความแรงดันสูงและความร้อนที่ประกอบเข้ากันกับวัสดุชนิดอื่นอีกหลายชั้น รวมทั้งหมด 4 ชั้น ได้แก่

ชั้นแรก เป็นชั้นพื้นผิวบนสุดของลามิเนต ซึ่งได้รับการผลิตให้มาพร้อมประสิทธิภาพในการป้องกันรอยขีดข่วนและพร้อมรองรับแรงกระแทกได้ดี โดยไม่ทำให้พื้นผิวเกิดเป็นร่องรอยที่ไม่สวยงามหรือเกิดการบุบยุบตัวจากการกระแทกด้วยของแข็งมีน้ำหนัก

ชั้นที่สอง เป็นชั้นลายไม้ที่ผ่านกระบวนการออกแบบโดยคอมพิวเตอร์สำหรับทำลวดลายไม้ให้มีความสวยงามเป็นธรรมชาติ เพื่อเติมเต็มความสวยงามให้วัสดุพื้นไม้ที่ไม่ได้มีลวดลายชัดเจนดูสวยงาม โดดเด่น และมีความเป็นธรรมชาติมากที่สุด

ชั้นที่สาม เป็นชั้นของไม้จริง โดยมีการนำไม้เนื้อแข็งมาย่อยก่อนอัดแน่นและทำให้อยู่ในรูปแบบของแผ่นไม้ ด้วยวิธีการแบบ High Density Fiberboard ที่มีลักษณะคล้ายกับไม้จริงมากที่สุด แต่โดดเด่นด้วยคุณสมบัติที่มีความยืดหดตัวน้อยกว่าไม้จริง รวมถึงประสิทธิภาพที่มีความแข็งแรงทนทาน ด้วยการผสมผสานสารป้องกันความชื้น พร้อมสารป้องกันปลวกและแมลง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ไม้ลามิเนตมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน

ชั้นที่สี่ เป็นส่วนชั้นล่างสุดของไม้ลามิเนต ซึ่งเกิดจากการนำแผ่นพลาสติกที่สามารถป้องกันความชื้นและปลวกได้ดีมาใช้ประกอบเข้ากันเป็นชั้นสุดท้ายของไม้ลามิเนต ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงทนทานให้ลามิเนตมีประสิทธิภาพในการใช้งานได้มากกว่าไม้จริง

คุณสมบัติของไม้ลามิเนต
ไม้ลามิเนตเป็นวัสดุที่สามารถนำมาติดตั้งได้อย่างง่ายดาย ด้วยการใช้ระบบคลิกล็อค โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีตอกด้วยตะปูหรือยึดติดด้วยน็อตสกรูให้วุ่นวาย จึงทำให้สามารถติดตั้งไม้พื้นลามิเนตได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย อีกทั้งยังพร้อมมอบความสวยงามให้กับพื้นที่อยู่อาศัยได้อย่างลงตัว และด้วยวัสดุที่ได้รับการผลิตมาเป็นอย่างดี จึงทำให้ไม้ลามิเนตมาพร้อมคุณสมบัติที่ไม่ทำให้เกิดการสะสมเชื้อโรคและแบคทีเรียบนพื้นผิวหรือในเนื้อไม้ พร้อมทั้งยังมีความแข็งแรงทนทาน สามารถทนต่อการรองรับแรงกระแทกและรอยขีดข่วนได้ดี หรือหากเป็นพื้นที่ภายในบ้านที่ต้องเผชิญกับแสงแดดก็ไม่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผิดรูปกับไม้ลามิเนต นอกจากนี้ยังมีเฉดสีให้เลือกนำไปตกแต่งบ้านและอาคารต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลายตามความชอบ
แต่งบ้านตกแต่งบ้านตกแต่งภายในไม้พื้นลามิเนตไม้เอ็นจิเนียร์ไม้ลามิเนต Vs ไม้เอ็นจิเนียร์ เลือกอย่างไรให้ตอบโจทย์การใช้งาน
สถานที่: The City สะพานเจษฏาบดินทร์
ข้อสังเกตสำหรับไม้ลามิเนต
แม้ลามิเนตจะมีคุณสมบัติที่มีความแข็งแรงและทนทานได้ดี แต่ก็ไม่สามารถทนต่อความชื้นสูงได้มากนัก โดยเฉพาะหากมีน้ำหกลงบนพื้นลามิเนตภายในห้องจึงควรเช็ดให้แห้งทันที เพราะหากปล่อยน้ำที่หกทิ้งไว้บนพื้นลามิเนตเป็นเวลานานก็อาจส่งผลต่อพื้นผิวลามิเนตได้เช่นเดียวกัน ที่สำคัญคือควรมีการติดตั้งลามิเนตบนพื้นที่มีความเรียบได้ระดับอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยทำให้ไม่เกิดเสียงดังบนพื้นลามิเนตในขณะเดินไปมาภายในห้อง โดยวัสดุชนิดนี้จะไม่สามารถขัดลอกสีเดิมออกเพื่อเปลี่ยนเป็นสีใหม่ได้ เพราะเป็นวัสดุที่ผ่านกระบวนการผลิตแบบสำเร็จรูปด้วยการนำวัสดุที่มีความแตกต่างกันมาอัดแน่นรวมกันในแต่ละชั้น จึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพเดิมของวัสดุได้ตามต้องการ

ไม้เอ็นจิเนียร์ (Engineered Wood)
ไม้เอ็นจิเนียร์ เป็นไม้พื้นชนิดหนึ่งที่เกิดจากการนำไม้ธรรมชาติมาผ่านการผลิตด้วยเทคโนโลยีทางวิศวกรรม เพื่อทำให้ไม้เอ็นจิเนียร์มีคุณสมบัติที่แข็งแรง ทนทาน และสามารถใช้งานได้ยาวนาน ด้วยการอบหรือเคลือบน้ำยากันปลวกและแมลงต่าง ๆ โดยไม้ที่นำมาใช้ในกระบวนการผลิตจะเป็นไม้ธรรมชาติที่เกิดจากป่าปลูก ด้วยการปลูกไม้ขึ้นมาเพื่อใช้งานโดยเฉพาะ เพื่อไม่เป็นการตัดไม้ทำลายป่าและทำลายระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ โดยไม้เอ็นจิเนียร์จะมีลักษณะเป็นชั้น ๆ ประกอบเข้าไว้ด้วยกันจำนวน 3 ชั้น โดยแบ่งออกเป็น

ชั้นแรก เป็นพื้นผิวไม้ธรรมชาติที่ฝานมาจากไม้ซุงจนเป็นแผ่นไม้บาง ๆ ที่มีขนาดประมาณ 2-3 มิลลิเมตร โดยไม้ส่วนใหญ่ที่นำมาใช้เป็นผิวไม้ชั้นแรกจะเป็นไม้ประเภท ไม้สัก ไม้มะค่า ไม้โอ๊ค เป็นต้น
ชั้นที่สอง เป็นไม้ยูคาลิปตัสที่ถูกนำมาฝานจนเป็นแผ่นบาง ก่อนที่จะนำมาซ้อนกันเป็นชั้น เพื่อช่วยลดการขยายตัวของไม้พื้น
ชั้นที่สาม ส่วนชั้นล่างสุดของพื้นไม้ชนิดนี้จะเลือกใช้ไม้เนื้อแข็งที่มีความแข็งแรง โดยมีการนำไปพ่นน้ำยากันความชื้นอีกชั้นหนึ่ง

คุณสมบัติของไม้เอ็นจิเนียร์
นอกจากความสวยงามเป็นธรรมชาติของพื้นผิวไม้ที่ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากไม้ธรรมชาติในแบบที่คุ้นชินแล้ว วัสดุประเภทนี้ยังสามารถติดตั้งได้อย่างรวดเร็วมากกว่าการติดตั้งพื้นไม้ธรรมชาติทั่วไป อีกทั้งยังมีความแข็งแรงทนทานที่มากกว่า ด้วยคุณสมบัติที่ยืดหดตัวน้อยและสามารถทนต่อความชื้นได้ดีกว่าไม้ลามิเนต พร้ออมทั้งยังมีเฉดสีเข้มและอ่อนให้เลือกอย่างหลากหลายตามการใช้งานที่ต้องการ

ข้อสังเกตสำหรับไม้เอ็นจิเนียร์
แม้จะเป็นวัสดุที่ผ่านกระบวนการผลิตจากไม้ธรรมชาติและมีความทนทานแข็งแรง แต่ก็อาจเกิดรอยขีดข่วนและทนต่อแรงกระแทกได้น้อยกว่าไม้ลามิเนต ในขณะที่มีราคาสูงกว่าไม้ลามิเนตส่วนใหญ่ และเป็นวัสดุที่เหมาะสำหรับการติดตั้งบนพื้นที่เรียบได้ระดับเท่านั้น เพราะจะทำให้เกิดเสียงดังในขณะเดินบนไม้ที่ปูบนพื้นไม่ได้ระดับ  ออกแบบบ้าน

รีวิวหนัง Guardians Galaxy – รวมพันธุ์นักสู้พิทักษ์จักรวาล

รีวิวหนัง Guardians Galaxy – รวมพันธุ์นักสู้พิทักษ์จักรวาล เหมือนหนังซัมเมอร์ทั่วๆ ไปที่หวังเป็นจ่าฝูงในตารางบ็อกออฟฟิศ และเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนดูทั่วไปทุกเพศทุกวัยทั้งบนแผ่นดินโลกและทั้งกาแล็กซี่หากเป็นไปได้ โครงสร้างของหนังจึงไม่ถูกออกแบบให้แปลกแหวกแนวหรือซับซ้อนได้มากไปกว่าการรีไซเคิลโครงสร้างเดิม และเสริมแต่งด้วยมุกต่างๆนานา เลือกตัวละครที่สามารถฮ็อตฮิต สร้างสรรค์เทคนิคภาพพิเศษให้เพลินตา และฉากแอคชั่นอวกาศลุ้นระทึกเพลินใจ คนทำรู้ดีว่าเมื่อรวมร่างอะไหล่พิเศษเหล่านี้ได้เมื่อไหร่ก็แน่นอนว่าจะได้ยานอวกาศลำงามเดินทางพาหนังให้มีโอกาสกอบโกยรายได้มหาศาลได้ง่ายดาย

รีวิวหนัง Guardians Galaxy - รวมพันธุ์นักสู้พิทักษ์จักรวาล

เมื่อมองตั้งแต่อดีตจนถึงทุกวันนี้มีหนังที่ให้ความบันเทิงในแบบเดียวกันเพิ่มมากขึ้นๆ จนเรียกได้ว่าซ้ำซาก ทั้งเรื่องราวและรูปแบบการนำเสนอ ซึ่งถ้าไม่ได้มีต้นกำเนิดมาจากการ์ตูนยอดฮิตของมาร์เวล คงมีกระแสเปรียบเทียบกับหนังผจญภัยในอวกาศเรื่องก่อนหน้ามากกว่านี้ทั้ง Star Wars (George Lucas, 1977)/ Serenity (Joss Whedon, 2005) / Star Trek (JJ. Abrams, 2009 / A+25) รวมไปถึงหนังในอาณาจักรซูปเปอร์ฮีโร่ฝั่ง Marvel อย่าง Thor (Kenneth Branagh, 2011 / B) ที่การออกแบบกายภาพตัวละครที่คล้ายคลึงกัน และ The Avengers (Joss Whedon, 2012 / A+30) ที่โครงสร้างลักษณะตัวละครแบบฉบับกลุ่มฮีโร่ต่างคาแร็กเตอร์มารวมกันเพื่อทำภารกิจ นอกจากนั้นยังมี Green Lantern (Martin Campbell, 2011 / C+) จากฝั่ง DC ที่หลายฉากในหนังและความตลกเฮฮาทำให้นึกถึง แต่ Guardians of the Galaxyทำได้ลงตัวกว่าฮีโร่ชุดเขียวห่างกันหลายขุมอุกาบาตนัก

นอกจากความเป็นหนังแอคชั่น ไซ-ไฟแล้ว ความสัมพันธ์ของ ’สตาร์ลอร์ด’ กับ ‘กาโมร่า’ รวมถึงมนุษย์ต่างดาวที่สืบสายพ่อแม่ลูกต่างสายพันธ์ต่างๆ ก็มีความน่าสนใจในเรื่องของชาติพันธุ์ ทำให้นึกถึงปฏิกิริยาของเหล่ามนุษย์ชายที่มีต่อรูปร่างของเอเลี่ยนที่ปลอมเปลือกเป็นมนุษย์สาว ‘สกาเล็ต โจแฮนซัน’ ในหนังเรื่อง Under the Skin (Jonathan Glazer, 2013 / A+30) ซึ่งเหล่ามนุษย์ต่างดาวใน Guardians of the Galaxy มีความรักใคร่โดยมองข้ามรูปร่างภายนอกที่แตกต่าง แม้กระทั่งสตาร์ลอร์ดที่เคยอยู่ในฐานะเด็กชาวโลกในนาม ปีเตอร์ ควิลล์ แต่ชีวิตที่เติบโตผจญภัยในอวกาศก็ทำให้เขาได้ลิ้มรสสวาทสาวๆมาทั่วกาแล็กซี่ คือมองในมุมกลับกันชายทั้งหลายที่ถูกเอเลี่ยนจัดการใน Uder the Skin ไม่มีทางจะพิศวาทมนุษย์ต่างดาวตัวเขียวอย่างกาโมร่าได้ง่ายๆ เป็นมุมมองเล็กๆที่น่าสนใจดี

ผู้กำกับ James Gunn ขึ้นยานลำเดียวกันกับคนเขียนบทพา Guardians of the Galaxy เอาตัวรอดได้ด้วยการรัวเร้าความสนุกเฮฮาแบบไม่ยั้ง ผ่านสถานการณ์ที่สนุกสนานน่าตื่นเต้น และความยั่วยวนกวนเท้าของแต่ละตัวละครผู้พิทักษ์จักรวาลที่บริหารเสน่ห์ความเป็นลูสเซอร์กันได้พอดีๆ อาจมียานแตกบ้างเมื่อรวมกลุ่มกันยิงมุกผ่านบทสนทนาที่ตั้งใจปูพื้นจนจับทางได้ อย่างเช่น มุก ‘I am Groot’ ของ ‘กรู๊ท’ ที่เรียกเสียงฮาได้ในช่วงแรกๆก่อนที่จะเบื่อ จนถูกนำไปใช้ในบทซาบซึ้งในตอนท้ายที่ออกอาการจั๊กจี้ได้เหมือนกัน แต่ก็กลับมาลอยลำได้เมื่อถึงคิวมุกที่เล่นล้อด้วยจังหวะซ่อนและการตัดต่อ อย่างเช่น มุกอาวุธพิฆาตของ ’ยอนดู’ ที่กั๊กไว้ไม่ปล่อยมุกให้เห็น เป็นอาวุธที่ดูทึ่มๆแต่อีกมุมเหมือนซ่อนพิษสง ก่อนที่จะมาเท่สุดทางอย่างร้ายกาจในฉากท้ายๆ และมุกเพลงของสตาร์ลอร์ดที่ฟีตเจอริ่งร่วมกับการอ้างชื่อ Kevin Becon ซึ่งถ้าขาดส่วนนี้ไปเรื่องทั้งเรื่องอาจไม่มีอะไรพิเศษให้น่าจดจำนัก แต่ตอนท้ายก็เอามาใช้ได้กวนฮาที่สุดครั้งหนึ่งจากมุกทั้งหมดในเรื่อง แม้มันจะกึ่งๆความงี่เง่าไปหน่อยก็ตามรวมถึงฉากแหกคุกในช็อตที่สตาร์ลอร์ดไปเจรจาขอขาเทียมด้วยท่าทีประนีประนอม ขณะที่ตัดกลับมาภายนอกทุกคนกำลังยิงถล่มวิ่งสู้วิ่งหนีกันวุ่นวาย แต่ในฉากวุ่นเดียวกันนี้ยังมีบางแผลเล็กๆน้อยให้มองเห็นซึ่งถูกละเลยในการรักษา

รายละเอียดถูกลดทอนความสำคัญไปกับการกระตุ้นความสนุกสนาน จนดูเหมือนว่าเผลอลืมการแก้ต่างปัญหาและความไม่สมจริงบางอย่าง การที่ ‘ร็อกเก็ต’ รู้ทุกวิธีการที่จะทำให้หนีรอดออกไปได้ด้วยการให้เหตุผลว่าเคยแหกคุกมาแล้วหลายครั้งก็ยังรู้สึกว่าง่ายเกินไป รู้กระทั่งว่าห้องควบคุมนั้นสามารถแยกออกมาเป็นยานพาหนีไปได้ จนไปถึงรู้วิธีควบคุมอาวุธไอพ่น มีช่วงหนึ่งขณะที่ภายนอกอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนัก แต่ภายในห้องควบคุมที่ถูกยิงจนกระจกหลุดร้าวกลับไม่เกิดปัญหาอะไร และฉากที่สตาร์ลอร์ดไปเอาเครื่องเล่นเทปซึ่งเป็นของดูฟังต่างหน้าแม่คืนมา ผู้คุมนั้นกลับนั่งฟังเพลงหน้าตาระรื่น ทั้งที่เมื่อสักครู่เกิดการต่อสู้ยิงปืนลั่นกันสนั่นคุก นอกจากนั้นคนใช้ในยานของสตาร์ลอร์ดที่หายหน้าไปโดยที่ไม่ถูกพูดถึงอีกเลย แต่ทั้งหมดไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับคนส่วนใหญ่ เมื่อจังหวะจะโคนรับส่งความสนุกสุดสนานทำได้ดีแบบฉากต่อฉาก คำพูดต่อคำพูดอย่างคล่องแคล่ว สร้างขึ้นมาครอบคลุมบดบังความพร่องเหล่านี้จนแทบไม่มีใครรู้สึกขัดใจ ที่มา

รีวิวหนังไทย Deep โปรเจกต์ลับ หลับ เป็น ตาย กับโครงการ Deep

DEEP โปรเจกต์ลับ หลับ เป็น ตาย โปรเจ็กต์จากนักศึกษาที่ร่วมกับค่ายหนังทำลงสตรีมมิ่ง Netflix ให้คนทั่วโลกดู ด้วย ไอเดียหลับไม่ได้ หลับเป็นตาย กลายมาเป็นหนังทริลเลอร์เล็กๆ ที่พอใช้ได้ แต่ถ้าไม่มีเมนเทอร์ดังมาแนะนำอาจจะดีกว่า

รีวิวหนังไทย Deep โปรเจกต์ลับ หลับ เป็น ตาย กับโครงการ Deep

เรื่องย่อ เป็นเรื่องราวของนักศึกษาแพทย์ 4 คน ที่มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน แต่มีหนึ่งสิ่งที่เหมือนกันคือพวกเขาใช้เวลาในการนอนน้อยมาก พวกเขาจึงได้เข้าร่วมการเป็นอาสาสมัครร่วมวิจัยตัวใหม่ โดยข้อเสนอก็คือ ถ้าหลับเกิน 60 วินาทีจะตาย แต่หากอดทนได้จะได้รับเงิน เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจสำหรับพวงเขา การที่เราเข้าร่วมการอดนอนนั้น จะมีการฝังชิพเข้าไปที่หลังคอซึ่งในหนังใช้คำว่า Deep ซึ่งการ Deep แต่ละครั้งเราจะต้องทำเปอร์เซ็นคิวราโทนินเต็ม 100 % ซึ่งจะบอกผ่านนาฬิกาข้อมือ ยิ่ง Level สูงเท่าไหร่ ก็จะได้เงินมาก และต้องใช้เวลามากในการไม่หลับเช่นกัน และพวกเขาทั้ง 4 คนจะเลือกระหว่างเงินหรือการนอนหลับ สามารถไปติดตามชมได้ใน Netflix เลยค่ะ

ถ้าได้อ่านจากเนื้อเรื่องย่อ คิดว่าเรื่องนี้มีพล็อตเรื่องค่อนข้างน่าสนใจเลยค่ะเป็นหนังแนวทริลเลอร์ มุ่งเน้นประเด็นในเรื่องของการอดนอน และผลกระทบที่เกิดจากการอดนอน ซึ่งอย่างที่รู้กันว่าในปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่มักจะนอนน้อยหรือว่านอนไม่เพียงต่อวัน อาจจะมีสาเหตุมาจากการการทำงาน การเรียน หรือเหตุจำเป็น เป็นประเด็นที่น่าสนใจสำหรับยุคนี้ จึงทำให้หนังเรื่องนี้ดูน่าสนใจและน่าติดตามมากขึ้นเลยทีเดียว ถ้าใครที่กำลังลังเลว่าจะดูหรือไม่ดูดี สามารถอ่านรีวิวด้านล่างได้เลยค่ะ ซึ่งการรีวิวอาจจะมีสปอยบ้างเล็กน้อย

รีวิวหลังดูจบ

ความสนุก ความน่าติดตาม หนังเรื่องนี้มีความยาวประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที ซึ่งพล็อตเรื่องไอเดียดีเลยดูแปลกใหม่ น่าสนใจ ดูได้เพลิน ๆ ห้ามคิดตามมากจนเกินไป จะทำให้หนังดูสนุกมากขึ้นค่ะ มีทั้งช่วงที่สนุกและช่วงที่น่าเบื่อ แต่โดยรวม ๆ ก็เป็นหนังที่ไม่ได้แย่จนบอกต่อไม่ได้ค่ะ จะมีฉากที่แบบพอนางเอกฉีดชิพลงไป แล้วเค้าก็บอกทีหลังว่าหลับเกิน 60 วินาที จะตาย เฮ้ยได้หรอ คือบอกหลังจากที่ฉีดไปแล้วงี้ งงมาก ก็ดูแบบผ่าน ๆ ไป ไม่ค่อยมีฉากอะไรให้น่าลุ้น และความน่าติดตามของเรื่องนี้ น่าจะเป็นวิธีที่ทำให้ตัวเองตื่นตัว ไม่หลับ แต่ก็เป็นวิธีที่เบสิคมากไม่ได้มีวิธีอะไรที่แปลกใหม่ สำหรับนักแสดงหน้าใหม่ก็ถือว่าถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้ดีเลยค่ะโดยเฉพาะนักแสดงที่รับบทเป็นเจน เพราะเหมือนเป็นตัวหลักที่แบกอารมณ์ของหนังเรื่องนี้ไว้ และส่วนตอนจบก็จบแบบแฮปปี้ทุกอย่างลงตัวค่ะ

ภาพ เอฟเฟกต์ ภาพมุมกล้องต่าง ๆ ทำได้ดีเลยค่ะ ส่วนเอฟเฟกต์ที่มาช่วยเสริมสร้างอารมณ์ร่วมให้กับคนดู ทำให้รู้สึกอึดอัด จากความหลอนที่เกิดขึ้น โทนสีของภาพก็ดูดีเข้ากับแนวหนัง โดยรวม ๆ ถือว่าภาพ เอฟเฟกต์ของหนังเรื่องนี้ค่อนข้างดีลงตัวเลยค่ะ ส่วนดนตรีประกอบ จะมีเพลงจากวง Three man down ประกอบเป็นช่วง ๆ ซึ่งมีทั้งฉากที่เข้ากับเพลงและฉากที่ไม่เข้ากับเพลง จึงทำให้ภาพดูไม่เข้ากับดนตรีประกอบจึงทำให้บางฉากดูแล้วไม่ค่อยอินหน้าปก

คะแนนโดยนักเขียน 6.5/10 โดยส่วนตัวนักเขียนคิดว่าตัวหนังทำออกมาได้ค่อนข้างดี สนุก แต่ก็ยังคงความไม่เมคเซ้นส์ของตัวละครหลาย ๆ อย่าง เช่นไลฟ์สไตล์ ของแต่ละคนอย่างเช่น ตัวละคร วิน เป็นคนที่ชอบปาร์ตี้ใช้ชีวิตท่างกลางแสงสีเสียงมากกว่าแสงไฟในห้องเรียน ซึ่งในแง่ของความเป็นจริงไม่น่าจะเป็นไปได้ ในการเรียนคณะแพทย์ และของตัวละครอื่นก็เช่นกัน ส่วนบทเอกของเรื่องอย่างเจน มีความเป็นไปได้ที่สุดในการเรียนแพทย์ และเรื่องนี้ยังทำไม่ค่อยสุดซักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปมของเจนหรือวิน และอาการที่เกิดจากการนอนไม่หลับหลายวันอาจจะยังไม่หลอนและระทึกขวัญพอ ส่วนการหักมุมก็ถือว่าใช้ได้ค่ะ แต่ก็มีแค่น้อยนิด และการ Tie-in โฆษณามีการพูดบ่อยเกินไปจนน่าเบื่อ แต่โดยรวมก็ถือว่าเป็นหนังที่พอดูได้ค่ะ ใครที่ยังไม่ได้ดูสามารถรับชมทาง Netflix ผ่านกล่อง TrueID ได้เลยนะ

DEEP โปรเจกต์ลับ หลับเป็นตาย เป็นผลงานจาก Netflix ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่จาก มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้ทำผลงานเต็มรูปแบบทั้งเขียนบท กำกับ และนำแสดง ภายใต้การกำกับดูแลของอดีตผู้กำกับดังสองคน อดิเรก วัฏลีลา กับ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง จาก บริษัท ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม ที่มีผลงานเด่นอยู่หลายเรื่องอย่าง แสงกระสือ ตุ๊กแกรักแป้งมาก และอื่นๆ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นการผันตัวจากทำหนังโรงมาลงสตรีมมิ่งจากกระแสโควิดที่โรงหนังไม่สามารถเปิดได้ในตอนนี้

กลุ่มนักศึกษาแพทย์ 4 คน เจน วิน ซิน และพีช สมัครเข้าร่วมโปรเจกต์ทดลองลับทางวิทยาศาสตร์ “DEEP” กับเงื่อนไขที่ว่า ถ้าพวกเขาสามารถอดนอนได้ในระยะเวลาที่กำหนด ก็จะได้รับเงินมหาศาล แต่ถ้าเผลอหลับมากกว่า 60 วินาทีก็จะตายทันที แต่โปรเจกต์นี้ก็กลายเป็นหายนะ เมื่อยิ่งเข้าระดับลึกมากเท่าไหร่ การอดนอนเพื่อให้ผ่านการทดสอบก็ยิ่งยาวนานขึ้นเรื่อยๆ

หนังไทยช่วงหลังมีความพยายามฉีกไปทางแนววิทยาศาสตร์ระทึกขวัญมากขึ้น อย่างล่าสุดโกสแล็ปกับการทดลองพิสูจน์ผี ซึ่งก็ต้องบอกว่าพังไม่เป็นท่าจากตรรกะไม่สมเหตุผลกับแนววิทยาศาสตร์ที่เรื่องนำเสนอเลย หลายคนก็คงสงสัยและตั้งคำถามกับเรื่องต่อมาอย่างดีฟว่าจะลงเอยแบบเดียวกันหรือไม่?

ก็ต้องบอกกันก่อนเลยว่า สูสีเกือบพังในเลเวลใกล้เคียงกันเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อมากเมื่อดูจากโปรไฟล์ว่าเป็นงานที่มีผู้กำกับชื่อดัง วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง มาแนะนำคุมงาน (มีผลงานอย่าง เปนชู้กับผี อินทรีแดง เฉือน รุ่นพี่ นางนาก และอีกหลายเรื่องที่จัดว่าดีพอตัว ส่วนตัวผู้เขียนก็เป็นแฟนผลงานเขาด้วยแม้เรื่องหลังอย่างสิงสู่จะพังไม่เป็นท่า) ลำดับของโปรเจ็กต์นี้ก็เกิดจากกลุ่มนักศึกษาสาขาภาพยนต์ของ ม.กรุงเทพ ตกลงกับทรานส์ฟอร์เมชั่นเฟ้นหาผลงานหน้าใหม่ขึ้นมาในวงการ โดยมี อดิเรก วัฏลีลา กับ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง เป็นโค้ชแนะแนวช่วยเหลือให้อีกที

แต่ทั้งดารานักแสดงและผู้กำกับที่ร่วมกันหลายคนเป็นหน้าใหม่ทั้งหมด ตรงนี้ผู้เขียนไม่โทษเพราะนี่เป็นผลงานแรกในวงกว้างของพวกเขา ซึ่งถ้าไม่มีชื่อผู้กำกับดังมาคุมงาน อาจจะดีซะกว่า เพราะถือว่าเป็นไอเดียการทำหนังแนวใหม่ๆ ของคนไทยที่โอเคพอได้ในระดับหนึ่ง ในต้นทุนที่ต่ำและข้อจำกัดของทีมงานด้วย แต่พอมีผู้กำกับใหญ่มาคุมก็ต้องสงสัยขึ้นมาว่า อะไรหลายๆ อย่างที่พังในเรื่องนี้มันผ่านการแนะนำของเขามาได้ยังไง ในเมื่อคนดูเองยังรู้สึกได้ทันทีว่ามันไม่ควรจะมี หรือเป็นอย่างนี้ได้เลยแท้ๆ (อ่านที่มาของโปรเจ็กต์นี้ประกอบได้ที่นี่)

ความพังของเรื่องโผล่มาให้เห็นตั้งแต่แรกกับฉากเข้ารับการทดลองของเจน (ปาณิสรา ริกุลสุรกาน) นางเอกหลักในเรื่องนี้ เมื่อเรื่องต้องมีการอธิบายทางวิทย์ก่อนเข้ารับการทดลอง อันนี้คือไม่มีปัญหาเลยกับการตั้งต้นทฤษฎีสมมุติในเรื่องว่า สมองเรามีสารต้านการนอนที่ชื่อ คิวราโทนิน ซึ่งทางบริษัทยาต้องการวิจัยสารตัวนี้

โดยการฝังชิปเข้าที่หลังคอต่อกับสมองโดยตรงเพื่อเก็บสารตัวนี้มาไว้จนเต็มถึงมาถอดออกและรับเงินได้ แต่ปัญหาคือเนื้อเรื่องอธิบายข้อตกลงในการร่วมวิจัยตอนแรกเหมือนหมดเกลี้ยงแล้วนางเอกถึงตกลง แต่พอฝังชิปไปพึ่งมาบอกว่า ถ้ายูนอนหลับเกิน 1 นาทีจะหัวใจวายตายทันที โดยมีนาฬิกาสมาร์ทวอทช์คอยเตือนนับถอยหลังถ้าเผลอหลับ (แถมไม่ฆ่าเชื้อเช็ดเลือดหลังฉีดด้วยแหนะ) ซึ่งมันเป็นไปได้ไหมที่คนปกติเข้ารับการทดลองอะไรแบบนี้มารู้ทีหลัง แล้วจะยังเฉยๆ ตกใจนิดนึง ไม่รู้สึกมีพิรุธกับการมาบอกอะไรทีหลังแบบนี้เลยหรือ

ยิ่งบอกว่าเป็นบริษัทใหญ่จากเยอรมันด้วย คือเป็นฉากที่คนดูก็ต้องรู้สึกเอะใจว่าเฮ้ยมันไม่ใช่แล้ว เผลอหลับครบนาทีตายเลยใครมันจะไม่ทักกับเรื่องแบบนี้ แต่ตัวเรื่องก็ปล่อยผ่านอะไรแบบนี้มาได้เพื่อให้เรื่องเดินต่อไป โดยที่ไม่รู้สึกเลยหรือว่าหนังแนววิทยาศาสตร์ถ้าตั้งต้นให้คนไม่เชื่อหรือสะดุดใจแล้วมันจะไปต่อยากขึ้นเรื่อยๆ จากการจับผิดเล็กๆ กลายเป็นขยายใหญ่ในภายหลังมากขึ้นไปอีก

โอเคถือว่าผู้เขียนยอมหลับหูหลับตาไม่สนใจประเด็นตรงนั้นไปก็ได้ แต่ตัวเรื่องก็ยังพยายามจะมีอะไรพังๆ แบบไทยๆ ตามมาอีก ด้วยการเปิดตัวละครหลักที่เหลือที่เป็นนักเรียนแพทย์กันหมด โดยที่แต่ละคนนี่มีไลฟ์สไตล์แบบมาเรียนแพทย์ได้ไง เอาแค่สอบผ่านก็ไม่น่าเชื่อถือแล้ว ไล่มาตั้งแต่ วิน (เลิศสิทธิชัย) หนุ่มหล่อและนักบาสประจำมหาวิทยาลัย แต่ดันบอกเป็นสายปาร์ตี้ทุกวันมากกว่าการเรียน ซิน (ศุภนารี สุทธวิจิตรวงษ์) สาวอินฟลูเอ็นเซอร์ประจำคณะที่หัวดีแต่โดนที่บ้านบังคับเรียนหมอ วันๆ เลยก็ทำแต่ช่องของตัวเอง พีช (กฤตย์ จีรพัฒนานุวงศ์ ) หนุ่มเนิร์ดที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกของเกมทั้งวันทั้งคืน กลายเป็นว่าสามคนนอกจากนางเอกในเรื่องไม่มีฉากไหนที่เข้าเรียนหรือเกี่ยวข้องกับแพทย์ได้เลยจนดูไม่น่าเชื่อถือเอามากๆ คือเข้าใจว่าตัวเรื่องพยายามกำหนดแบ็คกราวด์ให้สอดคล้องกับการทดลองในเรื่องที่ต้องเป็นคนอดนอนเก่งมาก่อน แต่ถ้าแบบนั้นไม่ต้องเป็นนักศึกษาแพทย์ดีกว่าไหม จะได้ไม่มีโปรไฟล์ที่ต้องมาขัดแย้งกันเองแบบนี้ อันนี้ทางโค้ชเมนเทอร์ไม่คิดจะทักท้วงกันเลยหรือไงถึงปล่อยอะไรแบบนี้ออกมาได้

ความพังในเรื่องยังมาต่อเนื่องอีกเป็นระยะ แต่มาในรูปของฉากคั่นด้วยเพลงประกอบแบบมิวสิควิดีโอ ซึ่งบอกตรงๆ ว่าผู้เขียนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องพยายามบิ้วอารมณ์ขึ้นมาโดดๆ ด้วยเพลงกับฉากสโลวๆ แบบแนวมิวสิควิดีโอสั้นๆ ระหว่างเรื่องหลายครั้ง คือปล่อยให้เรื่องเดินไปตามบทตามอารมณ์ปกติไม่พอหรือไง ถึงต้องมีเพลงแทรกหลายครั้งไม่ซ้ำกันด้วย (ไม่ใช่เพลงหลักของเรื่องด้วย) จนกลายเป็นมาทีไรดูลดเกรดของหนังลงไปทุกครั้ง แม้ว่าภาพรวมหนังจะพอใช้ได้ แต่สิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นตัวบั่นทอนลงไป และก็ไม่ได้ช่วยให้คนดูอินได้เลยกับการคั่นฉากสั้นๆ ด้วยวิธีแบบนี้หลายครั้ง ซึ่งก็วนกลับมาคำถามเดิมโค้ชเมนเทอร์คนไหนไปแนะนำให้ทำหรือเปล่า หรือถ้าไม่ใช่ทำไมไม่หาทางทำให้ดีกว่านี้ครับ

ตัวเรื่องพยายามเสริมแบ็คกราวด์ของตัวละครแต่ละตัวให้มีปมบางอย่าง เพื่อเอามาใช้ตอนนอนไม่หลับแล้วหลอนให้ระทึก แต่กลายเป็นว่าปมพวกนั้นกลับใส่มาแบบน้อยมากแทบไม่รู้อะไรจริงๆ เลย แม้แต่นางเอกตัวหลักที่บอกพ่อแม่ถูกฆ่าตาย เลยส่งผลให้นางเป็นพวกวิตกจริต แต่ก็ถูกหยิบมาใช้แบบล่องลอยมากจากการไล่ตรวจดูสิ่งต่างๆในบ้าน ในขณะที่ฉากหลอนแทนที่จะนำเรื่องเหล่านี้กลับมาเหวี่ยงใส่ให้ตัวละครสติแตกหวีดคลั่งกันสุดๆ แต่กลับใส่มาแค่ผิวๆ ไปหมด แม้แต่ตอนท้ายที่พยายามบิ้วเรื่องหลอนกันสุดๆ ก็ยังแค่การชกต่อยกันในกลุ่มเท่านั้นเอง ซึ่งบอกตรงๆ ว่าการไม่นอนหลายวันติดกันมันส่งผลทางจิตรุนแรงกว่านั้นมาก ลองดูจากเรื่อง Awake ของเน็ตฟลิกซ์เองก็ได้ที่คนสติแตกสามารถระเบิดอะไรออกมาได้เกินกว่าที่คิด แต่โอเคเข้าใจว่าด้วยงบอาจจะไม่สามารถทำเอฟเฟ็กต์ความรุนแรงต่างๆ ในช่วงหลอนได้มาก และตัวเรื่องเองก็อาจจะตั้งใจเบรกตัวเองไม่ให้รุนแรงมากด้วยก็ได้ เพราะเรื่องนี้สุดท้ายแม้เป็นแนวทริลเลอร์แต่กลับไม่มีใครตายหรือบาดเจ็บอะไรหนักหนาให้คนได้ลุ้นเลยสักนิด แม้จะมีฉาก CPR ปั๊มหัวใจของตัวละครสองครั้ง แต่มันก็ยังไม่ได้ผลอะไรในแง่ของความระทึกอย่างที่ควรจะเป็นเลยจริงๆ

สิ่งที่พังที่สุดของเรื่องคือช่วงหักมุมสุดท้าย โอเคนะว่าตัวเรื่องพยายามซ่อนตรงนี้ไว้เพื่อหักมุมกันตรงๆ แต่มันก็ได้แค่เซอร์ไพรซ์เพียงนิดเดียวอันนั้นไม่ว่ากันจริงๆ แต่ปัญหาคือความพยายามอธิบายเหตุผลต่างๆ นาๆ กับการกระทำช่วงท้ายของตัวร้ายในเรื่อง รวมถึงกลุ่มตัวเอกก็ด้วย คือมันมีความไม่น่าเชื่อถือว่าเวลาเจอเหตุการณ์แบบนั้นจะทำได้เพียงแค่นี้ อย่างถูกขังในห้องวอร์ด แต่ทั้งหมดช่วยกันพังประตูที่ถูกล็อคปกติไม่ได้ การที่ตัวปมในเรื่องอย่างน้องนางเอกถูกนำมาเกี่ยวด้วยแบบงงๆ ว่าทำไมไม่หลุดจากข้อตกลงไปตามที่ตัวร้ายยื่นข้อแลกเปลี่ยนไว้ก็ไม่มีเหตุผลอธิบาย แถมตัวร้ายจู่ๆ

ก็นึกจะสู้กับพวกตัวเอกทั้งกลุ่มด้วยเข็มฉีดยาอันเดียวอีก แถมช่วงเฉลยนี้ยังใช้แสงฟ้าแล่บแปร๊บๆ มาประกอบแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยให้ดูระทึกแบบพวกหนังสยองขวัญ นึกถึงพวกหนังไล่เชือดแบบนั้นเลย ซึ่งมันไม่ค่อยเข้ากันเลยกับการพลิกเรื่องมาแบบนี้แล้วก็ใส่มาเพื่อหวังสร้างอารมณ์ให้คนดู แทนที่จะวางฉากการไล่ล่าเอาตัวรอดดีๆ ให้ลุ้นระทึกได้มากกว่า

สรุป

ในฐานะผลงานหน้าใหม่จากทีมนักศึกษาล้วนถือว่าพอใช้ ตัวเรื่องมีไอเดียที่พอน่าสนใจ แม้จะไม่ใหม่มาก การเดินเรื่องไปเรื่อยๆ ในระดับพอน่าติดตามได้ไม่ง่วง แต่ไม่ระทึกขวัญตามแนวที่วางไว้เลย แต่สิ่งที่เป็นปัญหาจริงๆ คือ หลายอย่างในเรื่องที่ไม่สมเหตุผลแบบปล่อยผ่านมาได้ยังไง ซึ่งถ้าเรื่องนี้ไม่มีโค้ชเมนเทอร์ผู้กำกับชื่อดังมาประกอบเครดิต ก็คงพอเข้าใจได้ แต่การที่มีชื่อคุมงานขึ้นโชว์หราแนะนำอยู่ (อดิเรก วัฏลีลา กับ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง) คงต้องปัดโทษให้เมนเทอร์รับไปเต็มๆ มากกว่าทีมนักศึกษาที่ทำเรื่องนี้ครับ

 

จุดเด่น

ไอเดียแตกต่างจากหนังไทยทั่วไป
ทีมงานทั้งหมดเป็นหน้าใหม่จากนักศึกษา ม.กรุงเทพ
การถ่ายทำอยู่ในระดับมาตรฐาน
นักแสดงมีความโดดเด่นอยู่บ้างโดยเฉพาะนางเอก

จุดด้อย

มีจุดพังทำให้ไม่เชื่อหลายครั้ง
เป็นแนวทริลเลอร์ที่ไม่มีฉากระทึกทำได้ถึงเลย
ตัดฉากเป็นมิวสิควิดีโอสั้นๆ แบบไม่เข้ากับโทนเรื่อง
นักแสดงยังดูล้นๆ เกินๆ อยู่บ้าง
ไลฟ์สไตล์ตัวละครยกเว้นนางเอกไม่สอดคล้องกับการเป็นนักศึกษาแพทย์จนทำให้ไม่น่าเชื่อ
ไทน์อินซิมมือถือหลายครั้งไม่เนียน

 

ดูหนังออนไลน์ฟรี 

รีวิวซีรีส์จีนแนวโรแมนติก Unforgettable Love รักนี้ไม่ลืมเลือน อบอุ่นหัวใจ

รีวิวซีรีส์จีน Unforgettable Love รักนี้ไม่ลืมเลือน (2021) สุดฟินจิกหมอน

อันยองค่ะเพื่อน ๆ วันนี้เราจะมารีวิวซีรีส์จีนเรื่อง Unforgettable Love รักนี้ไม่ลืมเลือน เป็นซีรีส์ที่พึ่งออนแอร์ตอนแรกไปเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้เองค่ะ เรียกได้ว่าเป็น ซีรีส์ใหม่สด ๆ ร้อน ๆ จาก MGTV เลยค่ะและเป็นซีรีส์แนวโรแมนติก ดราม่า ใครหลาย ๆ คนคงชอบแนวนี้กันเยอะเพราะดูได้สบาย ๆ Feel good ดูแล้วอบอุ่นหัวใจอาจจะมีดราม่าให้เรื่องดูน่าติดตามขึ้นและที่ขาดไม่ได้ในเรื่องนี้ยังมีเจ้าเด็กน้อยที่แสนจะน่ารักจนคนดูต้องตกหลุมรักในความน่ารักของน้องค่ะ ถึงแม้จะเป็นเนื้อเรื่องที่ต้องแต่งงานกันจึงทำให้เกิดความรักแต่ก็เป็นอีกเรื่องที่ดูแล้วอบอุ่นหัวใจแน่นอนค่ะ เพราะสองพ่อลูกจะมีนางเอกเข้ามาเติมเต็มชีวิตของพวกเขาทั้งสองคน ใครที่ไม่ดูถือว่าพลาดอย่างแรงเลยค่ะหน้าปก

เรื่องย่อ เป็นเรื่องราวของชายหนุ่ม CEO ของ Heshi Group ผู้มีเหตุผลจอมเผด็จการ มีนิสัยที่เย็นชา เขามีลูกชายหนึ่งคนเป็นเด็กที่ไม่ยอมพูดกับใคร จนมาเจอกับหญิงสาวผู้ที่มีนิสัยอ่อนโยน มองโลกในแง่ดี เธอเป็น คุณหมอนักจิตวิทยา เด็ก ลูกของเขา ยอมพูดกับเธอและติดเธอมากจน ชายหนุ่มจึงขอเธอแต่งงาน จึงเกิดเป็นเรื่องราวให้ทั้ง 3 คนต้องอยู่ด้วยกัน และความรักระหว่างคนเย็นชากับคนอ่อนโยนจะเกิดขึ้นหรือไม่เมื่อมีเจ้าคิวปิดน้อยเป็นลูกชายของเขาเอง ไปตามลุ้นกันได้ในซีรีส์เลยค่ะ

รายละเอียดซีรีส์

– ชื่อเรื่อง : Unforgettable Love รักนี้ไม่ลืมเลือน

– ซีรีส์แนว : โรแมนติก ดราม่า

– เริ่มออนแอร์ : 10 กรกฎาคม 2564

– สถานะ : กำลังออนแอร์

– จำนวนตอน : 24 ตอน สำหรับทาง Mango TV

24 ตอน สำหรับทาง iQIYI

– สามารถรับชมผ่าน : Mango TV และ iQIYI

นักแสดงนำหน้าปก

เว่ยเจ๋อหมิง (Wei Zhe Ming) รับบทเป็น เฮ่อเฉียวเยี่ยน (He Qiaoyan)

ชายหนุ่ม CEO ของ Heshi Group มีเหตุผลจอมเผด็จการ มีนิสัยที่เย็นชา มีลูกชายอยู่หนึ่งคนแต่ลูกของเขามีปัญหาไม่ยอมพูดกับใคร และไม่ชอบเข้าหาผู้คนเลย แต่แล้วคุณหมอนักจิตวิทยา ก็ได้เข้ามาเติมเต็มชีวิตให้กับสองพ่อลูกคู่นี้

เปิดประวัติ ซุนซื่อเฉิง หรือ เสี่ยวเป่า จาก Unforgettable Love รักนี้ไม่ลืมเลือน หนุ่มน้อยสุดน่ารักที่ใครเห็นแล้วก็ต้องหลงรักหน้าปก

หูอี้เสวียน (Huyixuan) รับบทเป็น ฉินอี่เย่ว (Qin Yiyue)

หญิงสาวคุณหมอนักจิตวิทยา มีนิสัยอ่อนโยน มองโลกในแง่ดี เธอทั้งสวย เก่ง เพรียบพร้อม และเธอยังยอมสละทุนที่จะได้ไปเรียนต่อเมืองนอกให้แฟนหนุ่มแต่เขากลับทรยศเธอโดยการไปมีผู้หญิงคนใหม่

เปิดประวัติ เว่ยเจ๋อหมิง, หูอี้เสวียน, ซุนซือเฉิง (เสี่ยวเป่า) นักแสดงซีรีส์ Unforgettable Love รักนี้ไม่ลืมเลือน

 

ตัวอย่างซีรีส์

 

การดำเนินเรื่อง ความน่าติดตาม เนื้อเรื่องดำเนินได้กระชับเข้าใจง่าย การเล่าเรื่องมีความสมูทมีฉากในอดีตบ้างพอให้คนดูคิดตามเล็ก ๆ น้อย ๆ มีตัวละครเยอะให้เรื่องน่าติดตาม ไม่ค่อยมีจุดพีคอะไรให้ได้ลุ้นสำหรับ Ep.แรกที่ดูจบไป ความน่าติดตามของซีรีส์เรื่องนี้คงจะเป็นการลุ้นว่าเมื่อไหร่ลูกชายของพระเอกจะพูดซักที นางเอกจะมีวิธีไหนที่ทำให้เด็กน้อยยอมพูด ดูแล้วก็ลุ้นดีค่ะ แต่ที่เรารอของเรื่องนี้คือรอให้พระเอกกับนางเอกแต่งงานกันค่ะแล้วอยู่บ้านเดียวกันต้องมีอะไรให้ฟินจิ้นแน่นอน คิดแล้วก็เขินเหมือนกันนะคะ อารมณ์แบบเค้าสองคนจะไปรักกันตอนไหนน้า และต้องรอลุ้นค่ะว่าดราม่าเรื่องนี้จะหนักหน่วงแค่ไหนสำหรับเรา เราว่าคงไม่ค่อยหนักเท่าไหร่ดูจากสไตล์การเปิดตัวของ Ep.แรก แต่ยังไงก็ต้องติดตามจริง ๆ ค่ะสำหรับเรื่องนี้

ความสนุก เปิดมา Ep. แรกอย่างชอบเลยค่ะเป็นฉากที่สองพ่อลูกเข้าห้องแต่งตัวซึ่งลูกชายตัวน้อยก็แต่งตัวเองด้วยน่ารักมากถึงจะดูจบมา 1 Ep. ยังไม่ได้ยินเสียงน้องพูดเลยค่ะถึงน้องจะไม่พูดซักคำแต่การกระทำของน้องเป็นสีสันให้เรื่องนี้ไม่น่าเบื่อเลยค่ะ เรานี่ยิ้มตามน้องตลอดเลย โดยเฉพาะตอนที่น้องอยู่กับคุณหมอยิ้มน่ารักมากกลายเป็นเด็กน่ารักไม่เอาแต่ใจขึ้นมาเลยทีเดียว แต่ที่น้องเป็นเด็กแสบและเอาแต่ใจน้องคงจะขาดคนที่ดูแลเอาใจใส่เพราะพ่อก็เป็นถึง CEO ต้องทำงานหนัก เข้าใจน้องแหละ พอน้องได้มาเจอกับคุณหมอที่แสนจะใจดีแถมเจอกันครั้งแรกยังให้ตุ๊กตาตัวน้อยอีกด้วยคงจะคิดว่าคุณหมอเป็นแม่เลยแหละ เราชอบฉากที่พระเอกพาลูกไปทำงานด้วยค่ะเพราะไม่มีใครรับมือกับน้องได้มีทางเดียวคือพาไปทำงานด้วยกันจ้า ฟีลแบบลูกก็ต้องเข็นงานก็ต้องทำแอบตลกอยู่นะเป็นถึง CEO อ่ะเนอะ สำหรับเราค่อนข้างสนุกเลยค่ะ เหมาะสำหรับดูเพลิน ๆ ไม่เครียดดีค่ะ พอดู Ep.แรกจบไปเรายังคิดในใจอยู่ว่าอ่าวจบแล้วหรอคือเวลาผ่านไปเร็วมาก ที่บอกว่าดูเพลินคือเพลินจริงค่ะ ดูแป๊บ ๆ จบตอนแล้ว ลุ้นว่าพระเอกจะไปขอนางเอกแต่งงานยังไงก่อน เจอกันครั้งแรกก็ไม่ได้แล้ว และนางเอกจะตอบตกลงต้องมีเงื่อนไขอะไรแน่ ๆ เลยค่ะ ดูทั้งคู่ก็ไม่ค่อยชอบกันเลยนะ ต้องไปตามลุ้นกันค่ะ

หน้าปก

หน้าปก เคมีพระนาง เคมีคู่นี้ดีมากเลยค่ะ แค่ดูทีเซอร์ยังรู้เลยค่ะว่าเข้าขากันดีมาก พอมาดูเต็ม ๆ ในซีรีส์คิดไม่ผิดเลยค่ะ เคมีดีจนเขินตัวเป็นเกลียวเลยทีเดียว พอมีหนุ่มน้อยเข้ามาเสริมให้เรื่องราวดูเป็นครอบครัวเดียวกัน ยิ่งทำให้รู้สึกอบอุ่นมวลหัวใจมากค่ะ มา Ep.แรกเจอกันนางเอกก็จัดหนักให้พระเอกเลยค่ะคิดว่าพระเอกเป็นแฟนเก่าด่าเค้าสารพัด ในตอนแรกนี้จะเป็นตีกันซะมากกว่า แต่ก็ยังมองว่าทั้งคู่น่ารักอยู่ดีค่ะ แต่เราว่าพระเอกก็ไม่ได้เย็นชาขนาดนั้นนะมีแอบกัดนางเอกเบา ๆ รอลุ้นตอนเค้ารักกันเลยค่ะ คงจะหวานมาก ๆ แนวนี้เจอมาเยอะพระเอกเย็นชาแบบนี้นะพอได้รักนางเอกเท่านั้นแหละคลั่งรักหนักมากเลยจ้า

ฉาก สถานที่ สถานที่ที่เราชอบคือ ห้องของลูกพระเอกค่ะ น่าอยู่มากขนาดเราไม่ใช่เด็กน้อยแล้วยังชอบเลยค่ะ จัดห้องได้น่ารักมาก ฉากแต่ละฉากเข้ากับเนื้อเรื่องค่ะ ในตอน Ep.แรกยังไม่ค่อยมีฉากไหนที่เด่นเพราะมีแต่โรงพยาบาล บ้าน และสถานที่จัดงานที่พระเอกไป แต่คิดว่าฉากและสถานที่น่าจะทำได้ดีเลยทีเดียวค่ะ ส่วนเครื่องแต่งกายเราชอบชุดนางเอกมากน่ารักดีค่ะ และชุดของลูกพระเอกก็ดีเช่นกันเหมือนก๊อปชุดพ่อมางี้พอน้องใส่แล้วน่ารักมาก และฉากก่อนที่จะเข้าเนื้อเรื่องที่มีเพลงประกอบสวยมาก โทนสีก็สวยดูได้เพลิน ๆ เลยค่ะ

หน้าปก

คะแนนโดยนักเขียน 9/10 ส่วนตัวแล้วชอบซีรีส์แนวนี้เลยค่ะ ดูสบาย ๆ ผ่อนคลาย ไม่ต้องคิดตามอะไรมากให้ปวดหัว และเนื้อเรื่องก็ค่อนข้างดีค่ะ มีหลากหลายอารมณ์ทั้งโรแมนติก ทั้งตลก ทั้งความน่ารักของหนุ่มน้อยที่ดูแล้วยิ้มตามตลอดเลยค่ะ เป็นซีรีส์อีกเรื่องที่แนะนำเลยค่ะ พระเอกนางเอกของเรื่องก็เคมีเข้ากันมากดูแล้วโดนความน่ารักของนางเอกจนต้องไปตามว่านางชื่ออะไรเลยค่ะ ส่วนพระเอกเราพอคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้างแล้ว แต่บอกเลยว่าดูไปแล้วอารมณ์ค้างสุด ๆ เลยค่ะ ต้องรอไปอีก 1 อาทิตย์กว่าจะได้ดู ใครที่ไม่ใช่สายรอแนะนำรอให้ซีรีส์ออนแอร์จบแล้วค่อยดูทีเดียวน่าจะฟินกว่าค่ะ

เป็นยังไงกันบ้างสำหรับซีรีส์เรื่องนี้ สำหรับเราเป็นซีรีส์ที่เนื้อเรื่องไม่ได้แปลกตาอะไร แต่พอได้ดูก็หยุดไม่ได้เลยค่ะ เป็นซีรีส์ที่ดูแล้วก็น่ารักไปอีกแบบต้องรอลุ้นค่ะว่าจะมีความโรแมนติกเบอร์ไหน แต่ดูจากตัวอย่างเบาหวานน่าจะขึ้นพอตัวค่ะ ดูมีฉากน่ารัก ๆ โมเมนต์ฟินจิกหมอนได้อยู่ค่ะ ใครที่กำลังหาซีรีส์แนวโรแมนติก ดูเพลิน ๆ ยกให้เรื่องนี้เลยค่ะ ไม่หวือหวาดูชิว ๆ ดูแค่ความน่ารักของเด็กน้อยก็คุ้มแล้วค่ะ น่ารักจนอยากได้เป็นลูกเลยเชียวแต่ไม่เอานิสัยเอาแต่ใจนะ เอานิสัยตอนอยู่กับคุณหมอพอได้ค่ะ น่ารักเข้ากับคุณหมอสุด ๆ แล้วคุณหมอกับพ่อของเด็กน้อยจะเข้ากันได้มั้ยนะ สามารถติดตามต่อได้ในซีรีส์เลยค่ะ

รีวิวความรู้สึกหลังดู Unforgettable Love รักนี้ไม่ลืมเลือน 10 ตอนแรก
สำหรับบทของเรื่องนี้ ส่วนตัวรู้สึกว่าไม่ได้มีอะไรมากมาย เนื้อหาค่อนข้างเบา ปมเดาทางได้ อย่างความสัมพันธ์ระหว่างพระนางที่มาเกี่ยวพันกันทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ปุ๊ปปั๊ป โชคชะตาเป็นใจทุกอย่าง มันเลยดูง่ายไปหน่อย เรียกได้ว่าไม่ต้องลุ้นให้เสียเวลา5555 แต่ว่าเคมีของพระนางแน่นอนว่าดีมาก นางเอกยิ้มทีรู้สึกโลกทั้งใบสดใสไปเลย ส่วนพระเอกก็คือหล่อไม่ไหว เนี๊ยบมาก ซึ่งส่วนตัวชอบแฟชั่นการแต่งตัวลุคทำงานใส่สูท ผูกเนคไทที่จะมีเครื่องเงินประดับตรงเนคไทแบบชั้นสูง คุณชายเหลือเกิน

ระหว่างการดำเนินเรื่อง ค่อนข้างชอบเรื่องราวเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สอดแทรกมา อย่าง ความรักของนางเอกที่ถูกแฟนหักหลัง นางเอกก็มีความรักตัวเอง มูฟออน และตัดความสัมพันธ์อย่างเด็ดขาดแบบไม่ให้ราคา หรือ ชีวิตของพระเอกที่ดูเพียบพร้อมไปหมดทุกอย่าง แต่ถ้ามองลึกลงไปแล้วเขากลับรู้สึกอ้างว้าง ไม่ได้สัมผัสความรู้สึกอบอุ่นแบบที่ครอบครัวนางเอกเป็น รวมไปถึง บทเรียนจากนิสัยของพระเอกที่เป็นคนเจ้าหลักการ ทุกอย่างเป็นกฎเกณฑ์เป๊ะ ๆ ซึ่งมันอาจจะดีในแง่ของการทำงาน แต่สำหรับการใช้ชีวิตและความสัมพันธ์ สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือ ‘ความรู้สึก’

 

 

และสิ่งที่น่าชื่นชมในเรื่อง เห็นจะเป็นโมเมนต์ที่จัดเต็มความน่ารักมาไม่ยั้ง ที่ทำเอาแพ้ทางและตกหลุมรักในความน่ารักของตัวละครตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะ เจ้าหนูน้อย เสี่ยวเป่า ลูกชายของพระเอก ที่เมื่อไหร่ก็ตามที่เห็นน้องแสดงสีหน้าท่าทางในแต่ละฉาก จะยิ้มตามโดยอัตโนมัติ เพราะน้องน่ารักมากจริง ๆ ตัวละครของน้องตลอด 10 ตอนที่ผ่านมาแทบจะไม่มีบทพูด (น้องพูดได้อยู่คำเดียวคือคำว่า ‘หม่ามี้’)

แต่รีแอคชั่นของน้องออกทางสีหน้าชัดเจนมาก ไม่ว่าจะเป็นตอนดีใจ เสียใจ โกรธ แถมน้องยังรู้งาน อยากให้นางเอกเป็นแม่ เลยทำหน้าที่เป็นกามเทพตัวน้อยหมั่นคอยสื่อรักให้พระเอกนางเอกมีโมเมนต์กัน เป็นน่ารักจริง ๆ

แม้ว่าจะชอบฉากโมเมนต์ฟิน ๆ ใกล้ชิดกันของพระนาง อยู่ด้วยกัน 2 คน แต่เวลาอยู่ด้วยกัน 3 คนนั้นรู้สึกดีต่อใจยิ่งกว่า โมเมนต์ที่พระเอกนางเอกอยู่กับเสี่ยวเป่า เต็มไปด้วยความอบอุ่น ครอบครัวสุขสันต์ เป็นอะไรที่ฟีลกู้ดสุด ๆเลยล่ะ

ดูหนังออนไลน์ฟรี