รีวิว มินิซีรีส์ Heist ปล้น สารคดี ที่สร้างจากเรื่องจริงของการปล้นโดยคนธรรมดา

รีวิว มินิซีรีส์ Heist ปล้น สารคดี ที่สร้างจากเรื่องจริงของการปล้นโดยคนธรรมดา

Heist Netlix รีวิว ปล้น สารคดีมินิซีรีส์ ที่สร้างจากเรื่องจริง ของการปล้น มินิซีรีส์  เนื้อหาจะแบ่งเป็น 3 เคส รวมทั้งหมด 6 ตอน ของคดีการปล้นที่สร้างจากเรื่องจริงและมีบุคคลจริงที่เกี่ยวข้องมาเป็นส่วนหนึ่งในการเล่าเรื่องราว ซึ่งแต่ละคดีที่อยู่ในเรื่องเป็น การปล้น ที่มีมูลค่าสูงอย่างมาก แต่ที่น่าสนใจคือทั้งสามคดีมันเป็นฝีมือของกลุ่มคนที่มาจากคนระดับล่าง ชนชั้นแรงงาน คนที่เติบโตมาในครอบครัวที่มีปัญหา ลูกหลานผู้อพยพ เรียกง่ายๆ ว่ามันคือการปล้นของสามัญชนคนทั่วไป คนที่เราอาจพบเห็นได้ในสังคม แต่ตัวซีรีส์จะบอกเล่าว่าแล้วคนเหล่านั้นมีแรงจูงใจอะไรที่ทำให้พวกเขาก้าวข้ามเส้นแบ่งขอกฏหมายมาทำการปล้นเหล่านี้ แน่นอนว่ามีเรื่องเงินที่เป็นสาเหตุหลักอยู่แล้ว

โรเบอร์โต โซลิส อดีตนักโทษ ที่เคยต้อง คดีจำคุก ตลอดชีวิต จากการ ฆาตกรรม คนขับรถ ขนเงินหุ้มเกราะเมื่อปี 1969 แต่ด้วยความที่เขาเขียนหนังสือหลายเล่มในระหว่างอยู่ที่คุกและเขียนบทกวีมากมายที่มีส่วนโน้มน้าวให้เกิดการขออุทรณ์โทษของเขาเหลือ 23 ปี เขาจึงถูกปล่อยตัวออกมา แต่แทนที่เขาจะกลับมาทำงานสุจริต เขาก็ได้เลือกที่จะกลับมาทำงานปล้นอีกครั้ง และคราวนี้ยังได้ล่อลวงผู้หญิงสาวคนหนึ่งคือ เฮเทอร์ แคทเทอรีน ทอลชีฟ ซึ่งเธอเป็นหญิงสาววัยรุ่นที่กำลังโหยหาความรักและความอบอุ่นจากผู้คนให้กลายมาเป็นผู้ช่วยของเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข พร้อมกับวางแผนทำภารกิจปล้นเงินสามล้านดอลลาร์ ซึ่งเอาเข้าจริงวิธีการนั้นก็ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไรมากมาย แต่วางแผนโดยอาศัยช่องว่างของระบบการขนเงินใส่ตู้เอทีเอ็มมาใช้ให้เป็นประโยชน์ แล้วก็กลายเป็นว่าเธอต้องถลำลึกกลายเป็นเครื่องมือปล้นเงินของโซลิส และกลายเป็นเป้าหมายตามล่าตัวจากเอฟบีไอ ในขณะที่โซลิสก็พาเธอหอบเงินหนีต่อไปพร้อมกับเพิ่มสาวในฮาเร็มของเขาเข้าไปอีก

เรื่องราวของ คาร์ล ลูกหลานผู้อพยพจากคิวบา ที่เข้ามาตั้งรกรากในอเมริกา โดยเฉพาะที่ฟลอริดาที่มีความหลากหลายของผู้คน เกิดเป็นแก๊งค์ต่างๆมากมาย จนกลายเป็นที่มาของปัญหาค้ายาเสพติด ความรุนแรง การปล้นชิง ลักลอบนำโคเคน และอื่นๆ กระทั่งเขาได้แต่งงานแต่เพราะปัญหาเรื่องการตั้งท้องของภรรยาทำให้พวกเขาเสียลูกไป เขาจึงคิดจะรับเด็กมาเลี้ยงแทน แต่มันต้องใช้เงินมากแล้วเขาก็ไม่มีปัญญาหาเงินมาด้วย แล้ววันหนึ่งเพื่อนของเขาที่เป็นคนขับรถขนเงินจากสนามบินก็ได้บอกเล่าเรื่องเงินสดนับร้อยล้านดอลลาร์ที่จะส่งจากเครื่องบินลงมาเก็บในโกดังเป็นประจำ นั่นจึงได้นำไปสู่แผนการปล้นเงินที่คาดไม่ถึง ซึ่งเขาต้องรวบรวมคนฝีมือดีจากญาติพี่น้องคนใกล้ตัวชักชวนให้มาร่วมมือกันปล้นเงินในโกดังที่สนามบิน แล้วที่น่าทึ่งก็คือแม้ว่าคาร์ลจะไม่มีความรู้เรื่องการปล้นเงินแบบนี้ แต่เขากลับศึกษาวิธีการทำงานของเอฟบีไอผ่านทางสื่อทีวี ซีรีส์ สารคดี เพื่อที่จะวางแผนปล้นเงินมหาศาลครั้งนี้โดยที่เขาเองก็ไม่อยากใช้ปืนด้วย แต่ทุกการวางแผนย่อมมีช่องโหว่เสมอ โดยเฉพาะคนในทีมที่ได้เงินจากการปล้นไปแล้ว

เจาะลึกเหตุการณ์ ในคดี แพ็ปปี้เกต Pappygate ที่เกิดขี้นในปี 1999 เล่าเรื่อง ของ โทบี้ ชายหนุ่ม นักซอฟต์ บอล ร่างใหญ่ บ้าพลัง ที่ชีวิต เหมือน จะประสบ ความสำเร็จ แต่หลัง จากแต่งงาน มีลูก เขาจำต้อง เลือก ดูแลช่วยหาราย ได้เข้า ครอบครัว เลยต้อง เลิกเล่นซอฟต์ บอล แล้วมาทำงาน ในโรงกลั่นเหล้า เบอร์เบิน บัฟฟาโลเทรซ ที่เคนตักกี ใช้ชีวิต ทำงานหารายได้ เหมือนชนชั้น แรงงาน ทั่วไป กระทั่ง วันหนึ่ง มีเพื่อนที่มาขอซื้อเหล้าเบอร์เบิน ยี่ห้อ แพ็ปปี้ แวนวิงเคิล ที่เขามีติด ในบ้าน ด้วย ราคาสูงมาก ซึ่งนี่เป็น เหล้าเบอร์ เบิน ที่ แต่เดิม ถูกมองว่า เป็นเหล้า ท้องถิ่นชนบท แต่เมื่อเวลาผ่านไป ด้วยการที่ถูกพูดออกสื่อผ่านดารานักแสดงดังหลายคน มันเริ่มกลายเป็นเหล้ามูลค่าสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ของเหล่านักสะสมและคนมีเงินที่ซื้อขายกันผ่านอินเทอร์เน็ตในราคาสูง เพราะหายากและแต่ละ ปีมีการ ผลิต จำนวนจำกัด จากเหล้า ขวดราคา ไม่กี่สิบดอลลาร์ ราคาพุ่งไปเป็น 4,000 ดอลลาร์ แล้วไปๆ มาๆ เขาก็ค้นพบการเข้าถึงคนระดับสูงที่มีเงินและช่องทางที่จะปล่อยขายเหล้าเบอร์เบินได้ รวมกับกลุ่มคนรู้จักของเขาที่ทำงานในโรงงานเหล้าที่พร้อมจะเอาของและการปล้นแบบตอดทีละนิด ในที่สุดเมื่อใครๆ อยากได้เหล้าเบอร์เบิน ชั้นดี หายาก ก็จะ ส่งข้อความ หาโทบี้เสมอ ทำให้เขากลายเป็นราชาเบอร์เบิน กระทั่งนายอำเภอและเจ้าหน้าที่เข้ามาสืบสวนเรื่องนี้หลังจากเหล้าแวงวิงเคิลอายุ 20 ปี ถูกพบว่าหายไป นั่นจึงนำไปสู่การเสาะหาร่องรอยของการปล้นเหล้ามูลค่าสูงครั้งนี้

บทสรุปของแต่ละคดี เป็นเสมือนอุทาหรณ์เตือนใจผู้คนจริง ว่าการปล้นนั้นมันไม่ได้ให้อะไรดีเลยกับชีวิตของเรา ถึงแม้ว่าการปล้นที่ว่าจะได้เงินมหาศาลแล้วดูเหมือนว่าประสบความสำเร็จอย่างงดาม คนที่ปล้นหอบเงินหนีไปใช้ชีวิตต่อได้ แต่ที่จริงแล้วพวกเขาก็ไม่ได้มีความสุขอะไรนัก ทั้งยังต้องอยู่อย่างหลบซ่อนตัวตนที่แท้จริง บางคนมีลูก ก็ต้องหลอกลูก จนมาถึงจุดหนึ่งก็ต้องยอมเผยความจริง และต้องยอมรับโทษที่เกิดขึ้น

ในด้านโปรดักชั่น การถ่ายทำ งานสร้าง ถือว่าเป็นงานคุณภาพสูง เสมือนเรา ได้ดูหนัง สารคดี แบบกึ่ง ซีรีส์ ชั้นดี ที่บอกเล่า เรื่องราว อย่างไม่น่าเบื่อ มีแทรก มุกตลก ร้าย อารมณ์ขัน ท่ามกลาม เส้นแบ่งศีลธรรมเข้ามาอยู่ตลอด

ส่วนหนึ่งที่ดีของซีรีส์คือ มีการนำเสนอและบอกเล่าเรื่องราวในแบบที่ไม่ให้มันดราม่ายืดยาด แต่เน้นความฉูดฉาด เดินเรื่องเข้าประเด็นเร็ว แต่ก็จะมีส่วนที่เดินเรื่องช้าหรือยืดไปบ้างในบางจุด ซึ่งถ้าเอาจริงๆแล้วแต่ละคดีที่บอกเล่ามาสามารถเล่าให้จบในตอนเดียวได้ แต่ตัวสารคดีพยายามเล่าในหลายมุมมองทั้งกับผู้คนที่เกี่ยวข้องในการปล้นนั้นๆ คนที่ลงมือปล้น ครอบครัวของคนที่เกี่ยวข้อง

รวมถึงการเล่าปมที่มาและพื้นเพแต่หนหลังของคนปล้น เพื่อให้เข้าใจแรงจูงใจของพวกเขาเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ความต้องการเงิน ความต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต ต้องการถีบตัวจากความอดอยาก และอื่นๆ

ซึ่งการเล่าเรื่องลักษณะนี้ก็ทำให้มันกลายเป็นสารคดีที่มีความรอบด้าน มากกว่าแค่การนำเสนอเรื่องการปล้นปกติ แต่บอกเล่าให้เราเห็นภาพของประวัติศาสตร์และสังคมของอเมริกันในยุค 80s-90s ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ปัญหาครอบครัว ชนชั้น ปัญหาผู้อพยพ แล้วยังสะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนของระบบทางการเงินที่หากว่าใครมีความกล้า ความบ้า การเตรียมการ และแผนการที่ดีพอ คุณก็สามารถปล้นเงินล้านได้ โดยไม่ต้องเป็นทีมงานสุดยอดนักโจรกรรมแบบในหนังฮอลลีวูด แต่ก็อย่างที่บอกว่า บรรดานักปล้นเหล่านี้ก็ต้องชดใช้ในความผิดที่พวกเขาทำลงไปเช่นกัน

 

แล้วอีก จุดหนึ่ง ที่ค่อน ข้างเด่น กว่า สารคดี กึ่งหนังทั่วไป ก็คือการใส่ความเป็น ภาพยนตร์ สะท้อน ชีวิต ตัวละคร ทั้งในแง่ ของ อารมณ์ ความรู้สึก ใส่ดราม่า เรียกว่า เป็นสารคดี ที่มีการใส่บทแสดงความรู้สึกด้านอารมณ์ความนึกคิดต่างๆ เข้าไปให้ ตัวละคร ที่แสดง อยู่ในเรื่อง สลับ กับ การให้บุคคล จริง ในคดี ปล้น เหล่านั้น เป็น คนบอก เล่าเรื่องราว แล้ว แทรก เอา ความคิดเห็น และ ความคิดในใจ ของพวกเขาเกี่ยวกับสถานการณ์ในเวลานั้นลงไปด้วย ซึ่งทำให้เราได้เห็นมุมมองความคิดและบริบททางสังคมกับการใช้ชีวิตของพวกเขาในเวลานั้น จนบางทีเราก็อดเอาใจช่วยพวกเขาไม่ได้ ทั้งที่รู้อยู่ว่าสิ่งที่พวกเขาทำลงไปไม่ใช่เรื่องดี

ในขณะที่การเล่าเรื่องก็มีการใช้เทคนิคแบบ Time Skip ช่วงเวลาก่อนการปล้นหรือก่อนการก่อเหตุเข้ามาเป็นระยะ ให้เราเห็นภาพรวมของสถานการณ์ มีการใส่ตัวหนังสือระบุ ปี ค.ศ. ตัวใหญ่ๆ แทรกเข้ามาในหนังสารคดี ทำให้เหมือนเรากำลังดูหนังมากกว่า

นอกจากนี้จุดที่น่าสนใจมากก็คือการให้บุคคลในคดีเหล่านั้นจริงๆมาเป็นคนบอกเล่าเรื่องราว สลับกับตัวหนังสารคดี เราเลยได้รับชมเรื่องราวการก่ออาชญากรรมเหล่านี้จากมุมมองของคนที่กระทำความผิดจนถูกจับกุมตัวแล้วติดคุกจนออกมาแล้ว เล่าให้เราฟังจริงๆ ยกเว้นคดีแรกที่ใช้นักแสดงแทนมาเป็นคนเล่า เพราะคดีแรกยังจับตัวบงการหลักไม่ได้ ซึ่งสัดส่วนของการใช้นักแสดงจริงในเรื่องอยู่ที่ประมาณ 20-30% ส่วนนอกนั้นเราจะได้เห็นหน้าตาในปัจจุบันของคนที่เกี่ยวข้องในคดีเหล่านั้นเต็มๆ

แต่ จุดด้อย อย่างหนึ่งก็คือ การถ่าย ทำด้วยการ ใส่ฉาก ที่ดูเหมือน ฟุ่มเฟือย เข้ามามาก เกินไปนิด ทำให้แทนที่เรื่องราวจะเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เราจะรู้สึกว่ามันดูยืดออกไปอย่างไม่จำเป็น แต่ตรงนี้เข้าใจว่าผู้สร้างต้องการถ่ายทอด “ชีวิต” ของผู้เกี่ยวข้องในการปล้นเหล่านี้มากกว่าจะแค่บอกเล่าเรื่องของ “การกระทำผิด และ กระบวนการสืบสวนจับกุมคนร้าย” ซึ่งเป็น มาตรฐาน ทั่วไปของการทำหนังสารคดีแนวนี้ นี่จึงเป็นหนังสารคดีที่ค่อนข้างใช้เทคนิคเล่าเรื่องราวที่แตกต่างออกไปโดยเน้นเล่ามุมมองของผู้กระทำความผิดเป็นตัวเล่าเรื่อง

ถึงอย่างนั้นจุดที่คนรีวิวอดคิดไม่ได้ก็คือ ถึงแม้ทุกคดีจะให้อุทาหรณ์และบทสรุปของคนปล้นว่าไม่ดี แต่มันอาจจะไปกระตุ้นให้คนดูก่อเหตุได้เหมือนกัน เพราะมันเป็นการบอกเล่าถึง “ช่องว่าง” ของระบบในแต่ละวงการต่างๆว่ามันสามารถทำเงินด้วยวิธีการซิกแซกเหล่านั้นได้ยังไง

ภาพรวมแล้ว นี่จึงเป็นสารคดีการปล้นที่แม้ว่าจะนำเสนอชีวิตนักโจรกรรมเหล่านี้ที่ดูเหมือนว่าพื้นเพของพวกเขาก็คือคนธรรมดาทั่วไป อาจจะเชื่อมโยงกับคนดูได้ไม่ยาก หากอยู่ในสถานะคล้ายกัน แต่หนังก็แสดงให้เห็นว่า คนเราก็มีทางเลือก มันอยู่ที่ว่าเราเลือกจะเป็นแบบไหน หรือจะไปลงเอยเหมือนกับเหล่านักปล้นในสารคดีชุดนี้ครับ

สรุป

สารคดีการปล้นที่สร้างจากเรื่องจริงของคดีสะท้านโลกที่มูลค่าเงินมหาศาล แต่ผู้ลงมือคือกลุ่มคนธรรมดาทั่วไปที่เราอาจพบเห็นได้ในสังคม ทั้งชนชั้นแรงงาน เด็กสาววัยรุ่นใจแตก ลูกหลานผู้อพยพ คนทำงานหาเช้ากินค่ำ ที่เห็นโอกาสทำเงินจากการปล้นครั้งใหญ่ และเอาคนที่เกี่ยวข้องในคดีจริงๆ มาบอกเล่าเรื่องราวโดยใช้นักแสดงเล่นแบบหนัง

บอกเล่าเรื่องราวสนุก กระชับ เป็นหนังกึ่งสารคดี
งานโปรดักชั่นดี มีคุณภาพมาก
เจาะไปที่กลยุทธ์และการวางแผนปล้นอย่างละเอียด
ใช้เทคนิคเล่าเรื่องผ่านมุมมองของผู้ทำความผิดแต่ละคดีมากกว่าหนังสารคดีแนวนี้ทั่วไป
ใช้คนในคดีจริงๆมาบอกเล่าเรื่องราว

จุดด้อย

การเล่าเรื่องมีช่วงยืดไปหน่อย แต่ละคดีสามารถเล่าให้จบได้ในตอนเดียวด้วยซ้ำ
เป็นแนวทางการเดินเรื่องที่บางคนอาจไม่ชิน
ถึงแม้ทุกคดีจะให้อุทาหรณ์และบทสรุปของคนปล้นว่าไม่ดี แต่มันอาจจะไปกระตุ้นให้คนดูคิดแผนก่อเหตุได้เหมือนกัน

 

ดูหนังออนไลน์ไทย

รีวิวซีรีส์วัยรุ่นอเมริกา Never Have I Ever SS1-2 สาวเนิร์ดเอเชีย

รีวิวซีรีส์วัยรุ่นอเมริกา Never Have I Ever SS1-2 สาวเนิร์ดเอเชีย

Never Have I Ever ภารกิจสาวซน ก็คนมันไม่เคย ซีรีส์วัยรุ่น Netflix ที่เต็มไปด้วย ความเฟี้ยวฟ้าว เมื่อสาวอินเดีย อเมริกัน สุดเนิร์ด ประจำโรงเรียน อยากซั่มกับ หนุ่มหล่อ เท่สุดฮอตของโรงเรียน ภารกิจเสียตัวครั้งนี้จะสมหวังสำเร็จได้หรือไม่ ในเมื่อเธอไม่เคยรู้เรื่องอะไรแบบนี้เลยนอกจากตำราวิชาการ

 

มีสปอยล์เนื้อหาบางส่วนประกอบ แต่ไม่ใช่จุดหักเหของเรื่อง

ซีรีส์วัยรุ่น เรื่องราว ของ ครอบครัวอินเดีย อเมริกัน รุ่นแรก พ่อแม่ลูก ที่มาตั้งถิ่นฐานที่นี่ ทุกอย่างก็เหมือนมีความสุขดีมีบ้านแสนสุข แต่ในระหว่างงานแสดงดนตรีโรงเรียนของลูก ผู้เป็นพ่อเกิดหัวใจวายตายฉับพลัน ต่อมาไม่นานลูกสาวก็เกิดความผิดปกติกับร่างกาย ขาไม่สามารถขยับได้จนกลายเป็นคนพิการนั่งรถเข็น

แต่เธอ ก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรเมื่อมีเพื่อนสองคนอยู่ข้างๆ ในขณะนั้นเธอกลับปิ๊งหนุ่มหล่อเท่หุ่นล่ำนักกีฬาว่ายน้ำตัวท็อปของโรงเรียน และตามเฝ้าดูเขาจนกระทั่งวันหนึ่งเกิดปาฏิหาริย์ขากลับมาขยับได้อีกครั้ง เธอจึงหวังว่าจะมีอะไรกับเขาให้ได้โดยไม่สนใจว่าต้องคบกัน

ถ้าดูแค่พล็อตเรื่อง ซีรีส์เรื่องนี้ดูแล้วคงแรดมากๆ เมื่อนางเอกพยายามจะซั่มหนุ่มให้ได้โดยไม่แคร์อะไร แต่ถ้าได้ลองเปิดดูตอนแรกจะเห็นว่าเรื่องไม่ได้ออกแนวหื่นแรดๆ อย่างที่คิดเลย หนังกลับมาฟีลตลกใสๆ เปิดเรื่องเล่าโดยเสียงของนักกีฬาคนดัง จอห์น แม็คเอนโร ตำนานนักเทนนิสชื่อดังที่มีชื่อเสียพอๆ กับชื่อเสียงเมื่อเป็นตัวพ่อหัวร้อนมีปากเสียงกับกรรมการและคู่แข่งในการแข่งขันอยู่เรื่อย (แต่ฝีมือเก่งจริง) ปัจจุบันอายุ 61 วางมือแล้ว ซึ่งพอเปิดมาแบบนี้อาจจะงงทันทีว่านักกีฬาคนนี้มาเกี่ยวอะไร แต่เรื่องก็เล่าแบบกวนๆ ทันทีว่าดูไปเดี๋ยวก็รู้เอง ซึ่งก็มาเกี่ยวด้วยจริงๆ แต่สิ่งที่ตัวเรื่องไม่ได้บอกตรงๆ คือ การเอานิสัยหัวร้อนของจอห์นนี่แหละมาใส่ไว้ในตัวนางเอก Devi (รับบทโดย Maitreyi Ramakrishnan เล่นเรื่องนี้เป็นครั้งแรก) ซึ่งเธอเป็นเด็กวัยรุ่นอายุ 16 ที่เก่งรอบด้านถึงขั้นมีชื่อเสียงระดับประเทศมาแล้ว แต่เธอก็เป็นสาวเนิร์ดสุดๆ ที่เข้ากับใครไม่ค่อยได้เช่นกัน แม้แต่กับครอบครัวที่เหลือเพียงแม่ก็ยังชวนทะเลาะอยู่ร่ำไป มีเพียงเพื่อนซี้สาวสองคนที่คอยเป็นทีมช่วยกัน ซึ่งตัวเรื่องไม่ได้เล่าแค่ชีวิตของนางเอก แต่เพื่อนทั้งสองคนก็มีอะไรแตกต่างน่าสนใจในฐานะ ประชากรต่างเชื้อชาติที่อพยพมาอเมริกาด้วยเช่นกัน

หนังมีประเด็นเรื่องเชื้อชาติวัฒนธรรมเข้ามาอยู่ในเรื่องมาก ในมุมที่ว่าเด็กอเมริกันพวกนี้เป็น Gen ใหม่ที่แปลกแยกไปจากฝรั่งปกติ และก็พยายามบอกตัวเองว่าเป็นอเมริกัน แต่ครอบครัวพ่อแม่กลับภูมิใจในเชื้อชาติดั้งเดิม แม้จะมาทำมาหากินที่นี่ก็ตาม ฟังดูอาจจะรู้สึกว่าเรื่องมันหนักๆ แต่บอกเลยว่าไม่ใช่แบบนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว ทุกประเด็นในเรื่องนี้ถูกเล่าแบบฮาๆ มีการจิกกัดสังคม วัฒนธรรม ความเชื่อทุกอย่างอยู่ตลอดเวลา ผ่านฝีปากของนางเอกในเรื่องที่วันๆ ก่อแต่เรื่องดราม่าทั้งที่บ้าน ที่โรงเรียน หรือแม้แต่กับเพื่อนฝูงก็ไม่เว้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้นางเอกดูแล้วน่ารำคาญ เพราะดราม่าแต่ละอย่างบางทีมันก็แทงใจดำกันตรงๆ หรือไม่ก็ตกกระไดพลอยโจนตามน้ำไปจนกลายเป็นดราม่าที่เธอเองก็ไม่รู้ตัว

และจุดที่ล่อให้คนติดตามทีแรกว่านางเอกจะซั่มมี SEX กับหนุ่มเท่ Paxton กลับไม่ใช่ประเด็นเรื่องราวจริงๆ สักเท่าไหร่ แค่เป็นชนวนเหตุให้เรื่องราวโยงใยไปยังเรื่องอื่นภายหลัง ซึ่งก็มาตามสูตรแนวหนังรักวัยรุ่นโรแมนติกฟินๆ กันเต็มตัวเลย เมื่อเรื่องค่อยๆ นำเสนอว่าจากสาวเนิร์ดคนนี้มีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปยังไงหลังจากนี้ ซึ่งเธออาจจะไม่ใช่สาวเนิร์ดเฉิ่มๆ จนผู้ชายไม่สนใจก็ได้ บอกใบ้ไว้เลยว่าเรื่องนี้มีพระเอก 2 คน ซึ่งก็มาคนละแนว และสร้างความประทับใจไปคนละแบบสูสีกันมาก เรียกว่าดูไปมีลุ้นไปว่าคนไหนคือพระเอกตัวจริงกันแน่ แม้จะเป็นสูตรสำเร็จที่เคยมีมาเยอะมากแล้วก็ตาม

 

Never Have I Everสิ่งที่ซีรีส์นี้ทำได้ดีคือการใส่เรื่องราวตัวละครสมทบมาได้น่าติดตามทุกคน อย่างเพื่อนสาวสองคนที่คนหนึ่งพึ่งรู้ตัวว่าเบี่ยงเบนทางเพศแล้วไม่กล้าบอกใคร นอกจากหุ่นยนต์ที่เธอสร้างขึ้นมา อีกคนก็เป็นสาวจีนที่หน้าตาไม่สวย แต่กลับอยากเป็นนักแสดงตามรอยแม่ให้ได้ โดยไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วแม่ของเธออาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คิด หรือญาติพี่สาวจากอินเดียหัวดีที่มาเรียนปริญญาเอกที่อเมริกา พร้อมรูปโฉมงามจนใครๆ ก็เหลียวมอง แต่เธอกลับถูกแม่ของนางเอกนัดดูตัวกะคลุมถุงชน ที่เธอเองก็หัวอ่อนยอมตามแบบง่ายๆ แต่เมื่อดูซีรีส์วัยรุ่น Riverdale ของ Netflix ความคิดก็เปลี่ยนไป แม้แต่แม่ของนางเอกที่ดูหัวเก่าแม้จะเป็นหมอหญิง ก็มีเรื่องราวย้อนอดีตไปช่วงตั้งรกรากใหม่ๆ กับสามีที่ทำออกมาได้คลาสสิคน่ารักทุกครั้งเสมอ และตัวละครพ่อของนางเอกที่ตายไปตั้งแต่เปิดเรื่องไม่กี่นาทีก็มีบทบาทกลับมาตลอดทั้งเรื่องในฝัน หรือบางทีนางเอกก็เห็นพ่อมายืนคุยด้วยในความคิด จนถึงเรื่องเหนือธรรมชาติอย่างพ่อกลับมาในรูปของ หมาป่าไคโยตี (อเมริกาในชนบทมีพวกสัตว์ป่ามารบกวนถึงบ้านเสมอ) ซึ่งรับรองว่าทุกตัวละครสมทบในเรื่องนี้มีสีสันในเรื่องราวน่าติดตามทุกคน หนังวางเรื่องไว้ตอนละ 25-28 นาทีเกลี่ยบทแบ่งเรื่องเฉลี่ยได้ทั่วถึงมาก แต่ก็ไม่ได้มาเบียดบังตัวเรื่องหลักของนางเอกมากไป

ซีรีส์เรื่องนี้ยังมีตัวละครพิเศษของเรื่องเป็น “สาวออทิสติก” น้องสาวของ Paxton ผู้ซึ่งถูกชะตากับนางเอกตั้งแต่เจอกันครั้งแรก แม้บทจะออกมาไม่กี่ครั้งแต่ก็เป็นตัวละครเสริมที่ช่วยให้ตัวเอก Paxton ที่ดูเหมือนเป็นหนุ่มเท่สายกีฬาดูเปอร์เฟ็กต์ (แม้จะเรียนไม่เก่ง) กลับมีปมพี่สาวออทิสติคซ่อนไว้ที่บ้าน และเธอก็เล่นได้ดีไม่ขัดเขินดูเป็นปกติมากด้วยซ้ำ แถมยังมีส่วนสำคัญในตอนจบของเรื่องที่ช่วยให้ Paxton คิดได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตของเขาตอนนี้

ส่วนข้อด้อยของ Never Have I Ever จริงๆ คงจะเป็นพล็อตเรื่องเดิมๆ แนวหนังรักวัยรุ่น ซึ่งแม้เรื่องจะ ฉีกให้ นางเอก เป็น คนอินเดีย แถมเก่ง และมีความ เป็นตัวของตัวเอง สูง แต่ก็ยังไม่วายมา ตกหลุมรัก นักกีฬา โรงเรียนง่ายๆ ตาม สูตรเดิม แต่ถ้าไม่คิดมาก เรื่องก็ทำออกมาในแนวโรแมนติกคอมเมดี้ตอบโจทย์หนังวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี แต่ต้องบอกว่าถ้าใครหวังว่าเรื่องราวจะจบเลยคงมีค้าง เพราะซีรีส์จบลงตรงการเปิดตัวชัดๆ ว่ามีพระเอกสองคนแน่นอน (แม้จะเดาได้มาก่อน) และก็ยังพึ่งเริ่มเรื่องราวความรักจริงๆ ที่ค้างกันไว้เท่านั้น

นานๆ จะเห็นซีรีส์วัยรุ่นของ Netflix ที่ออกแนวโรแมนติกใสๆ สักที เพราะที่ผ่านมามักเต็มไปด้วยฉาก SEX เล่นยาปาร์ตี้กันตลอดเวลา แต่เรื่องนี้แทบไม่มีอะไรแบบนั้นเลย และก็ยังใส่ตัวละคร LGTB มาได้อย่างน่าสนใจผ่านตัวละครสาวเนิร์ด ที่ไม่ได้มีความแรงทางเพศมาเกี่ยวข้องเลยสักนิด กับนางเอกอินเดียที่มีเรื่องราวแปลกๆ แตกต่างจากนางเอกวัยรุ่นอเมริกันมากมาย แต่เรื่องก็ไม่ได้อินเดียจ๋า เป็นการผสมผสานวัฒนธรรมสองฝั่งไว้ด้วยกันกับเรื่องราวแม่หัวเก่ากับลูกสาวหัวใหม่ และยังมีพระเอกสองคนที่มีมิติตัวละครน่าสนใจทั้งคู่ครับ

 

เนื้อเรื่องต่อจากตอนจบสุดท้ายของ SS1 ทันทีที่ฉากจูบในรถกับเบน ก่อนตัดมาที่แพกซ์ตันที่มารอเธอถึงบ้าน กลายเป็นว่านางเอกเลือกไม่ถูกสุดท้ายก็เลยต้องคบซ้อนก่อนไปอินเดียในอีก 1 เดือน เรื่องราวในซีซั่นนี้จึงเริ่มจากจุดนี้ และไปสิ้นสุดที่งานเต้นรำของโรงเรียนว่าใครคือพระเอกตัวจริง (ในซีซั่นนี้) กันแน่

ตื่นเช้ามาเจอสองคนทักพร้อมกัน

เรื่องราวใน Ss2 นี้โฟกัส ไปที่เรื่องรัก กับการเรียน ของตัวละคร ในเรื่องเป็นสำคัญ พร้อมกับยิงมุกตลกมากกว่า Ss1 อย่างเห็นได้ชัด โดยลดเรื่องราวประเด็นสะท้อนสังคมของเด็กต่างชาติในอเมริกาลงไปพอสมควร แต่ก็ไม่ได้ทิ้งไปซะทีเดียวเพราะในซีซั่นนี้จะมีตอนเฉพาะของแพ็กซ์ตันล้วนๆ แบบเดียวกับที่เบนมีในซีซั่นแรก โดยมีสเปเชี่ยลแขกพิเศษมาให้เสียงบรรยายแนะนำเรื่องราวโดยเฉพาะจากนางแบบคนดัง จีจี ฮาดีด ที่บรรยายได้ตลกก๊วนโอ๊ยไม่แพ้ จอห์น แม็คเอนโร ที่ยังคงรับบทบรรยายให้นางเอกต่อจนจบเรื่อง ซึ่งตัวแพ็กซ์ตันเองก็เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นตามที่เรารู้ในซีซั่นแรก แต่กลับไม่ได้เห็นพ่อแม่ของเขาเลย มาในซีซั่นนี้ตัวละครครอบครัวของแพ็กซ์ตันมากันครบและมีบทมากพอสมควร โดยเฉพาะปู่ของเขาที่เป็นคนญี่ปุ่นเกิดในอเมริกายุคสงครามครั้งที่ 2 เป็นการเพิ่มแบ็คกราวด์ให้กับตัวละครนี้ขึ้นมากมาย และประเด็นเรื่องราวของแพ็กซ์ตันก็ถูกนำเสนอเยอะกว่าเบนมากด้วย อาจจะเพราะเบนได้บทในซีซั่นแรกมากพอที่คนดูจะรู้จักเขาแล้ว แต่กับแพ็กซ์ตันยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่คนไม่รู้ (แอบมีฉากขายมัดกล้ามเยอะกว่าซีซั่นแรกด้วย) รวมไปถึงการเน้นปมด้อยที่ซีซั่นแรกมีเผยไว้เบาๆ ว่าเขาเองหล่อล่ำเป็นนักกีฬาว่ายน้ำก็จริง แต่การเรียนกลับไม่เอาไหน ไม่ใช่คนฉลาดแบบเบน ซึ่งบทในซีซั่นนี้เราจะได้เห็นพัฒนาการทางการเรียนของแพ็กซ์ตันจาก 0 ไปสู่จุดที่ดีกว่าเดิมขึ้นเรื่อยๆ โดยมีนางเอกเป็นติวเตอร์ส่วนตัวให้กับเขา ซึ่งเรื่องนำเสนอรูปแบบการศึกษาในโรงเรียนของอเมริกาหลายวิชาผ่านชั้นเรียนที่มีแพ็กซ์ตันเป็นตัวหลักในส่วนนี้โดยตรง และก็ทำออกมาได้ดีมาก จนรู้สึกอิจฉาเลยว่ารูปแบบการสอนในเรื่องแค่ชั้นมัธยมก็ล้ำหน้ากว่าไทยไปไกลมากมายจริงๆ

แต่ถึงประเด็นทางสังคมจะลดน้อยลงไป แต่เมนหลักของเรื่องนี้ที่มาเน้นความรักมากขึ้นก็เป็นอะไรที่สนุก ตลก น่ารัก กว่าซีซั่นแรกมากมาย โดยเริ่มจากความพยายามสับรางของเดวี่ที่คนดูคงแบบเอาจริงเหรอ จะให้นางเอกเป็นคนเลวคบซ้อนแบบนี้จริงๆ นะ? ซึ่งไม่ต้องห่วงว่าเรื่องจะมาแนวน่ารังเกียจแบบไม่มีเหตุผล เรียกว่าคนเขียนบทเก่งที่เปิดปมคบซ้อนแล้วก็ปิดมันลงในเวลาสั้นๆ แค่ตอน 2 เพื่อจะเอาจุดนี้มาเป็นตัวเดินเรื่องให้กับเดวี่แบบชดใช้กรรมที่ตัวเองก่อไว้ยาวๆ บวกกับปัญหาอื่นที่มารุมเร้าเธอในจังหวะเดียวกันเข้าไปอีก จนเดวี่ในซีซั่นนี้ต้องรับมือกับปัญหาที่ตัวเธอเองก่อขึ้นไม่รู้จบมากกว่าซีซั่นแรกซะอีก และปมคบซ้อนนี้ก็เป็นบาดแผลทิ่มแทงใจตัวละครหลักทั้ง 3 คนตลอดเรื่องที่เดวี่เองต้องแก้ไขความผิดพลาดนี้ให้ได้ โดยไม่ต้องสนว่าจะได้ความรักกลับมา

ขอแค่ได้สถานะเพื่อนก็เพียงพอแล้ว ซึ่งก็คือการรีเซ็ทรักสามเส้านี้ใหม่หมด ทำให้คนดูต้องมาลุ้นกันอีกรอบว่า เบนกับแพ็กซ์ตัน ใครกันแน่ที่จะเป็นพระเอกตัวจริงอีกครั้ง แม้ว่าดราม่ารักๆ จะดูเยอะแต่ไม่เครียดเลย แถมตลกมากกว่าซีซั่นแรกซะอีก รับรองว่าสายแนวรอมคอม รักตลกโรแมนติก ต้องถูกใจการเดินเรื่องในซีซั่นนี้แน่นอน

แถมยังเดายากมาก มีการสลับจังหวะว่าใครกันแน่ที่จะเป็นพระเอกไปมาเป็นระยะๆ ลุ้นกันจนถึงนาทีสุดท้ายของเรื่องแบบเดิมเลย โดยที่เรื่องก็เข้าใจทิ้งปมบางอย่างในเรื่องรักค้างต่อให้คนดูได้ลุ้นกันต่อไปอีกรอบ (มี SS3 แน่นอน)

 

ในซีซั่นนี้มีตัวละครใหม่เพิ่มมาสองคน “อนีสา” นักเรียนใหม่ชาวอินเดียสุดคูลที่มาทำให้ความมั่นใจของเดวี่ลดน้อยถอยลงไปอีก เมื่อมีตัวเปรียบเทียบเป็นคนอินเดียด้วยกันในโรงเรียนกับเนิร์ดอย่างเธอ ซึ่งบทของอนีสาจะมาเป็นตัวละครหลักใหม่ในแก๊งเพื่อนสนิทของเดวี่เลย และก็เป็นตัวละครที่ช่วยสะท้อนปมปัญหาด้านเชื้อชาติของเดวี่ที่คิดไปเองเยอะให้เด่นชัดมากขึ้นด้วย ว่าทำไมอนีสาถึงป๊อบปูล่าได้ในเมื่อเธอเป็นอินเดียแบบเดียวกัน แถมครอบครัวนับถืออิสลามที่เคร่งกว่าบ้านเดวี่ซะอีก

อีกตัวละครคือหมอแจ๊คสัน หมอที่มาอยู่ตึกเดียวกับแม่ของเดวี่ และก็กลายมาเป็นคู่กัดเล็กๆ ในเรื่องการงาน แต่ในภายหลังกลับกลายเป็นความรักที่ก่อตัวขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งแม่ของนางเอกเองก็ต้องเจอกับปัญหาความรักครั้งใหม่ที่ยากลำบากเพราะสามีพึ่งเสียไปไม่นานจนต้องปิดบังเรื่องนี้ไว้เช่นกัน แต่ตัวเรื่องก็ไม่ได้เทบทไปที่ตรงนี้มาก มาสั้นๆ ในทุกตอนกำลังดี ไม่ได้รู้สึกว่ามาเบียดบังเนื้อหาวัยรุ่นแต่อย่างใด

ส่วนบทลูกพี่ลูกน้องคนสวยของเดวี่ก็หันมาโฟกัสที่การทำงานกับกลุ่มผู้ชายเป็นใหญ่ ก่อนที่จะตบกลับไปที่เรื่องความรักของเธอนิดๆ ไม่ได้มีอะไรมาก แต่น่าจะมีบทบาทสำคัญในซีซั่น 3 เพราะตอนท้ายปูเรื่องการตัดสินครั้งใหญ่ที่จะเปลี่ยนชีวิตเธอไปมาก

ฟาบิโอล่ากับอีฟ

ไม่รู้ว่าด้วยความเป็นเน็ตฟลิกซ์หรือเปล่า ในเรื่องจึงมีความพยายามเพิ่มเนื้อหาของตัวละครเพศทางเลือกใหม่อย่าง เควียร์ (Queer) ซึ่งในเรื่องก็คือฟาบิโอล่ากับอีฟ ที่พยายามผลักดันให้คนยอมรับเพศทางเลือกใหม่ๆ ที่ไม่ต้องระบุว่าเป็นเพศไหน การแต่งตัวแบบไหน ตรงเพศหรือไม่ตรงก็รักกันได้หมด

ซึ่งมันก็ดูซับซ้อนมากขึ้นกว่าที่ถูกมองว่าเป็นเลสเบี้ยนตามปกติ ซึ่งบทในส่วนนี้ออกจะดูเกินๆ เป็นความพยายามใส่เข้ามามากสักหน่อยตามประสาเน็ตฟลิกซ์ แต่ก็ไม่ได้มากจนน่ารำคาญ รวมถึงบทของเพื่อนชาวจีนอีกคนก็ลดลงไป แต่ก็ยังมีบทบาทสำคัญกับเรื่องอยู่พอสมควร

สรุปเลยว่าถ้าใครชอบแนวรักตลกโรแมนติกเป็นหลักก็สนุกถูกใจกับซีซั่น 2 ได้มากกว่าซีซั่นแรกแน่นอน เพราะทั้งบททั้งจังหวะอารมณ์ต่างๆ ทำได้ดีมากมาย แต่ถ้าใครอยากได้ดราม่าปมปัญหาสังคมหลายอย่างแบบซีซั่นแรก อันนี้ก็แทบไม่มีเลย แต่เชื่อว่าคนดูส่วนใหญ่น่าจะชอบแนวทางแบบแรกมากกว่า ซึ่งซีซั่น 2 ก็ตอบโจทย์ทำให้คนหลงรักเรื่องนี้ไปเต็มๆ

 

ดูหนังออนไลน์ไทย

รีวิวหนัง Thor: Ragnarok – ศึกอวสานเทพเจ้า ภาคที่ 3 ของ Thor เทพเจ้าสายฟ้า

หนัง Thor: Ragnarok หรือชื่อไทยว่า ศึกอวสานเทพเจ้า Thor: Ragnarok เป็นภาพยนตร์ภาคที่ 3 ของ Thor เทพเจ้าสายฟ้า ในภาคนี้ธอร์ (รับบทโดย คริส เฮมส์เวิร์ธ) ถูกเนรเทศไปยังสุดขอบจักรวาล กลายเป็นนักโทษโดยปราศจากค้อนคู่ใจ เขาจะต้องหาทางกลับไปยังแอสการ์ดเพื่อหยุดยั้งมหาสงครามที่จะทำลายล้างดินแดนแห่งเทพ และจบสิ้นอารยธรรมแห่งแอสการ์ด ภายใต้เงื้อมมือของวายร้ายคนใหม่ที่ทรงพลังและโหดเหี้ยมที่สุด เฮล่า (รับบทโดย เคท แบลนเชตต์) แต่ก่อนอื่นเขาจะต้องเอาชีวิตรอดจากการต่อสู้แบบฉบับกลาดิเอเตอร์ให้ได้เสียก่อน ซึ่งคู่ต่อสู้ในคราวนี้เป็นถึงหนึ่งในทีมอเวนเจอร์ที่เขาคุ้นเคย…เดอะ ฮัลค์!

รีวิวหนัง Thor: Ragnarok - ศึกอวสานเทพเจ้า ภาคที่ 3 ของ Thor เทพเจ้าสายฟ้า

เป็นหนังตระกลู Marvel ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากภาคก่อนๆอย่างชัดเจน เนื่องจากภาคเก่าๆไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร คือเรียกว่าอยู่ในระดับหนังกลางๆในบรรดาหนังตระกูล Marvel ทั้งหลาย

โดยคราวนี้กำกับโดย Taika Waititi ซึ่งมีกลายปรับเปลี่ยนลุคของหนังใหม่ทั้งหมด โดยมีความสอดคล้องกับหนังไซไฟของมาร์เวลที่ประสบความสำเร็จมาก่อนอย่าง Guardian of Galaxy ทั้งสองภาค

จริงๆตัวไวติติเองก็เคยกำกับหนังสั้น Team Thor ซึ่งเป็นชีวิตของทอร์ในช่วง Civrl War ที่ได้รับกระแสตอบรับดีเลยล่ะ

จริงๆก็น่าเสียดายการวางบทของภาคเก่าอยู่เหมือนกันนะ มาซะดราม่า น่าสนใจ แต่ก็ตั้งต้นมาเป็นหนังอีกรูปแบบหนึ่งไปแล้ว มันก็เลยต้องมีลงอีหรอบนี้ ตัวละครอย่างโลกิก็เลยออกมาแปลกๆ ฮาๆไปแทน ไม่เหมือนสมัยก่อนที่หักหลังกันแบบถึงเลือดถึงเนื้อ แต่ก็ให้เสน่ห์น่าสนใจเหมือนเดิม ในขณะที่ส่วนทอร์เองก็มีการเปลี่ยนตัวเองเช่นกัน เติบโตไปอีกแบบ เราอาจคุ้นเคยความขัดแย้งตอนโทนี่ สตาร์คไม่มีชุด ตอนที่สไปดี้ไม่มีชุดไปแล้ว แล้วถ้า“ทอร์ไม่มีค้อน” จะเป็นยังไงล่ะ แถมยังต้องรับตำแหน่งที่ไม่อยากรับอย่างการเป็นราชาเสียด้วย หนังเรื่องนี้เล่าแนวคิดนี้ออกมาได้สนุกสนาน และเฮฮาแตกต่างกับเรื่องก่อนหน้านี้เยอะเลย แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงการเติบโตของตัวละคร เดินเรื่องไปตามที่มันควรจะเป็น มีส่วนที่หนักอยู่บ้างเช่นกัน

จริงๆมันเป็นหนังที่ติดตลกตลอดเวลา คิดว่ามาเสพหนังตลกอาจดีกว่า แต่เป็นหนังตลกที่ทุนสร้างสูง อาร์ตเรโทรสวยๆ พร้อมกับตัวละครที่แสนจะคิดถึงอย่างบรูซ แบรนเนอร์ และดอกเตอร์เสตรนจ์

และที่ขาดไม่ได้คือเฮร่า ตัวร้ายตัวใหม่ ถ้าไม่ได้เคท เบนเนทนี่ตัวละครตัวนี้น่าจะจืดไปเยอะเลย จริงๆต้องยกความดีความชอบให้ผู้กำกับนะที่ดึงเสน่ห์พิลึกพิลั่นของตัวละครออกมาได้แทบทุกตัว ซึ่งก็มากพอที่จะแบกหนังไปได้ทั้งเรื่อง

โดยรวมองค์ประกอบทำให้หายคิดถึงก็ประสบความสำเร็จดี ฉากแอคชั่น การตัดต่อ และเพลงก็อยู่ในระดับเอาปลอดภัยไว้ก่อน (ซึ่งก็ปลอดภัยจริงๆ) ราบเรียบไม่โดดเด่นอะไร ส่วนอาร์ตก็ยังไม่สุดเท่าที่ควร แต่ส่วนตลกนี้มันดีพอสมควรเลยล่ะ

นอกจากนี้การปูเรื่องไปสู่ Infinity War ก็น่าสนใจไม่น้อย เป็นหนังสายบันเทิง เส้นตรง ฮาๆ ถ้าไม่คิดอะไรมาก และต้องการความเพลิดเพลินก็เหมาะดี และทำให้แฟนๆมาร์เวลหายคิดถึงตัวละครได้เยอะเช่นกัน ที่มา 

รีวิวหนัง Beyond Skyline – อสูรท้านรก ความยิ่งใหญ่ของ การจู่โจมเหนือฟากฟ้า

หนัง Beyond Skyline หรือชื่อไทยว่า อสูรท้านรก ถ่ายทอดผ่านเรื่องราวของ มาร์ค สายลับหนุ่มที่ต้องบุกรุกถึงรังของพวกมัน เพื่อไปช่วยลูกชายซึ่งถูกจับตัวไปขังไว้ในยาน เตรียมตื่นตะลึงไปกับคอนเซ็ปต์ความมันส์แบบไซไฟที่ไม่เหมือนใคร และภาพความยิ่งใหญ่ของการจู่โจมเหนือฟากฟ้า

รีวิวหนัง Beyond Skyline - อสูรท้านรก ความยิ่งใหญ่ของ การจู่โจมเหนือฟากฟ้า

กลับมาสานต่อ Skyline เมื่อปี 2010 โดยเนื้อเรื่องเป็น Timeline เดียวกับที่ฉายไปในภาคแรก แต่คนละสถานที่ คนละตัวละคร ถ้าถามว่าต้องดูภาคแรกมาก่อนมั้ย ก็ต้องบอกว่าไม่ต้อง เพราะในหนังมีการพูดถึงภาคแรกอยู่แค่ 10 วินาทีเท่านั้น (แทบไม่ได้เชื่อมอะไรเท่าไร แต่ถ้าใครดูภาคแรกมา ก็จะสนุกมากขึ้นนะ)

ความสำเร็จในภาคแรก ต้องบอกว่าเกิดคาด เพราะเป็นหนังต้นทุนต่ำ 10 ล้านเหรียญ คำวิจารณ์ก็ย่ำแย่ แต่กลับสร้างความยิ่งใหญ่ด้วยรายรับร้อยล้าน ทั่วโลก

ภาดสองนี้ก็เป็นหนังต้นทุนต่ำอีกเช่นเคย 20 ล้านเหรียญ เท่านั้น ภาคนี้ต้องบอกเลยว่า ขยายจักรวาลของหนังได้ยิ่งใหญ่มาก (คือคนกำกับคงคิดถ้าไปแล้วต้องไปให้สุดมั้ง) คือแบบว่ามันมากเกินไป มันขยายเกินไป ทำให้ความน่าเชื่อถือที่มีในภาคแรกมันหายไปหลายอย่าง

ภาคนี้จะพาไปสำรวจยาเอเลี่ยนแสงสีฟ้า จะได้เห็นเอเลี่ยนตัวเป็นๆ ในหนังมีเรื่องให้ตื่นตาตื่นในหลายอย่างนะ การลำดับหนังนี่เซอร์ไฟร์สมาก แบบว่าเข้าไปดูไม่คิดว่าจะลำดับเรื่องแบบนี้ (เป็นไงต้องไปดูเอง)

สำหรับการดำเนินเรื่อง ในช่วงแรกต้องบอกว่าสนุกมาก แบบว่าเฮ้ยนี่ก็โอเคนิ แต่พอผ่านสัก 40 นาทีไป ความเลวร้ายของหนังก็ปรากฏ มันเหมือนคนละคนกำกับเลย เนื้อเรื่องห่วยมาก ย้ำว่าห่วยมาก พอเนื้อเรื่องของหนังไปถึงประเทศลาว ช่วงนี้แทบถอนหายใจหลายรอบ แบบว่าโว๊ยยยย !!! มันอะไรเนี่ย

มันมีเหตุการณ์ไม่สมเหตุสมผลหลายอย่าง ถามว่ามองข้ามได้มั้ย มันก็ได้แหละ แต่มันก็ขัดใจจริงๆ (คนที่ไปดูหลายคนก็ให้ความเห็นตรงกัน ดูไปงงไปกับความงี่เง่าของตัวละคร)

แต่ตอนจบของหนังนี่ยิ่งใหญ่มากจริงๆ แบบว่าเออออ ผู้กำกับคงคิดแบบนี้ว่า หนังต้นทุนต่ำหรอ คนดูคิดแบบนี้ใช่มั้ย งั้นจะไปให้สุด ซึ่งมันสุดจริงๆ จบแล้วร้องแม่เจ้าเลย เอาแบบนี้กันเลยหรอ (ต่างจากภาคแรกมากที่อยู่แต่ในตึก) ที่มา