หนังแอคชั่น แนะนำ เรื่องไหนน่าดู ฉบับล่าสุดปี 2021 บู๊ระห่ำ สุดมันส์ทะลุจอ

หนังแอคชั่น
หนังแอคชั่น

หนังแอคชั่น แนะนำ เรื่องไหนน่าดู ฉบับล่าสุดปี 2021 บู๊ระห่ำ สุดมันส์ทะลุจอ ลุ้นจนแทบนั่งไม่ติด กลายเป็นหมวดหนังสุดโปรดของใครหลายคนไปในที่สุด

Us and them ( 2018 )

“ ความฝันของฉันหรือฝันของเรา ”

ในปี 1996 โลกได้ซาบซึ้งไปกับ เถียนมีมี่  ของ Peter  Chan ในยุคนี้ผู้คนรู้จัก Us and Them ที่มาแนวทางเดียวกันเป๊ะแต่ปรับให้เข้ายุคเข้าสมัย และเพิ่มความดราม่าเข้าไปอีกระดับหนึ่งเพื่อทำให้เราเสียฟอร์มในการรับชมเพราะเผลอตัวเสียน้ำตาออกมา แต่ที่น่าเสียดาย คือ หนังได้ลดทอนสัญญะทางการเมืองไปเยอะเมื่อเทียบกับเทียนมีมี่ที่มีความเป็นฮ่องกงมากกว่า ทิ่มแทงความรู้สึกเราได้เยอะกว่า

มีการอิงเรื่องราวของยุคสมัยเหมือน ๆ กัน เล่นเรื่องความสัมพันธ์ในแนวทางใกล้เคียงกัน เต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวมากมายในอดีตให้ชวนนึกถึงทั้งสุข เศร้า เหงา รัก ถ้าใครต้องการดูหนังรักที่มีความครบเครื่องเรื่องอารมณ์ Us and Them คือหนังที่ห้ามพลาด  ดูหนังพากไทย


Split ( 2016 )

“ วิวัฒนาการของคนที่หัวใจเเตกสลาย ”

สิ่งที่เราชอบที่สุดในหนังของ M. Night Shyamalan  คือ บทของเขาจะไม่เหมือนหนังของใคร ต่อให้เป็นหนังที่แย่ในบางทีมันก็ยังคงเป็นหนังที่มีความออริจินัลอยู่ดี เช่นเดียวกับเรื่องนี้  เราเชื่อว่า  Split น่าจะเป็นหนังที่ผู้ชมจะพูดถึงและให้การยอมรับมากกว่านี้ ถ้าผู้คนไม่เคยเห็นงานเก่า ๆ ของเขามาก่อน เช่น Unbreakable , Signs หรือแม้แต่ใน The Village , The Vist หนัง Hybrid ที่ไม่ค่อยมีใครกล้าทำเท่าไร เพราะยากต่อการทำการตลาด


Gone Girl ( 2014 )

“ สื่อบังคับให้เราเป็นอีกคนที่เราไม่รู้จัก ”

เรื่องราวความสัมพันธ์ป่วย ๆ ของครอบครัวสมัยใหม่ ที่แต่ละคนมีความคิดเป็นของตนเองที่เเข็งเเรงพอที่จะไม่สนใจความคิดอื่น ๆ  สิ่งที่เราชอบที่สุดคือวิธีที่แต่ละฝ่ายพยายามจะเอาชนะกัน ที่ไม่ใช่การตบตีหนักหน่วงแต่มันคือการพยายามเอาชนะด้วยการทำให้อีกฝ่ายเป็นบ้า ทนไม่ได้ แล้วยอมแพ้ไปเอง ซึ่งดูเหมือนไม่มีใครลดละความพยายามเลยและมันก็เลยเถิดจนยากจะควบคุม จังหวะของหนังทำให้เราลุ้นมาก ๆ ในแต่ละฉาก ส่วนงานดนตรีประกอบของ Trent Reznor และ Atticus Ross ก็ดูทันสมัย เข้ากับเรื่องนี้เป็นที่สุด


Rango ( 2011 )

“ อยู่เป็น? ”

สิ่งที่เราชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้คือหนังสามารถดึงเสน่ห์ออกมาจากตัวละครอัปลักษณ์ได้อย่างน่าสนใจสุด ๆ มันทำให้เรามองเห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องหลงรักตัวละครที่ดูเท่ หรือน่ารักเสมอไปตราบใดที่หนังยืนยันที่จะดึงเสน่ห์ออกมาจากตัวละครนั้นให้ได้ ซึ่ง Rango ก็ทำออกมาได้อย่างมีชั้นเชิง ดูสนุก มีอารมณ์ขันเฉพาะตัว เป็นหนังแนว   “ค้นหาตัวตน” ที่ไม่ควรพลาดเรื่องหนึ่ง


Raw ( 2016 )

“ ดิบ เดือด เลือดพล่าน ”

เมื่อคิดถึงหนังเรื่องนี้ทีไรเราจะรู้สึกสยองขึ้นมาทันที ภาพบางภาพมันยังคงติดตาเราอยู่  ด้วยงานภาพที่จัดจ้านมีสไตล์  ด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่านของตัวละครที่ไม่หยุดนิ่งเหมือนรอเวลาที่จะปะทุตัวของอะไรบางอย่างที่เลวร้ายออกมา  ด้วยบรรยากาศที่ลึกลับอึดอัดชวนสงสัยที่ทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา เราชอบที่หนังไม่ยอมเผยว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรจนเราค่อย ๆ เข้าใจขึ้นเรื่อย ๆ  เป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่มาก ๆ ในการดูหนังสยองขวัญแนวนี้


A Cure for Wellness ( 2016 )

“ วัคซีนคือเชื้อโรคแบบหนี่ง ”

ผลงานที่ Gore Verbinski กำกับมักจะเป็นงานที่ดูเสี่ยงอยู่เสมอ ว่ามันจะขายได้หรือขายไม่ได้ คนดูจะเข้าใจหรือมึนงง มันจึงเป็นเหตุผลที่พอเข้าใจได้ ว่าทำไมนักวิจารณ์ถึงเสียงแตกออกเป็นสองขั้ว ไม่ชอบก็เกลียดหนังของเขาไปเลย เรื่องนี้ก็เช่นกัน แต่เราอยู่ในฝั่งที่ชอบหนังเรื่องนี้มากกว่า เพราะยิ่งขุดหนังเรื่องนี้ให้ลึกลงไปในความคิดเท่าไหร่ก็ยิ่งพบอะไรมากขึ้นเรื่อย ๆ

หนังมีองค์ประกอบที่ซับซ้อนที่ยากจะเห็นรายละเอียดทั้งหมดเพียงครั้งเดียว มันเป็นความรู้สึกเหมือนการได้ดู Blade runner ในปี 1982  หรืองานของ Stanley Kubrick หลาย ๆ เรื่องที่ผู้คนไม่ค่อยเข้าใจนักในช่วงแรกซึ่งต่อมาผู้คนจึงเริ่มเห็นบางสิ่งที่สำคัญของหนังและนำมาวิเคราะห์ แตกรายละเอียดเป็นชั้น ๆ เชื่อว่าผู้คนจะกลับมาพูดถึงหนังเรื่องนี้อีกครั้งในอนาคต


Shoplifters ( 2018 )

“ ของใคร…ใครก็รัก ”

หนังเรื่องนี่ได้มอบความรู้สึกหลากหลายอารมณ์มากให้แก่เรา มันทำให้เราซาบซึ้ง เศร้า อบอุ่น เย็นชาจนไปถึงด้านชา หนังมันทำให้เราคาดหวังว่ามันจะจบอีกแบบ แบบที่ทุกคนมีความสุข แต่มันก็พรากความรู้สึกเหล่านั้นไปเพราะหนังเลือกที่ยึดโยงกับโลกแห่งความจริงมากกว่าจนเราต้องน้อมรับกับมันในท้ายที่สุด


The Lobster ( 2015 )

“ จังหวะหัวเราะที่เปลี่ยนไป ”

หนังของ Yorgos  เหมือนรถไฟในสวนสนุกที่เราจะนั่งปล่อยสมองให้โล่ง แล้วพร้อมจะล่องลอยไปในโลกที่เขาต้องการนำเสนอ ในเรื่องนี้เขาพาเราไปรู้จักความรักในโลกที่ไร้ความรู้สึก สุดแสนมืดมน ทุกคนมีตรรกะเป็นของตัวเองและเราก็สนุกไปกับการพยายามเขาใจวิธีคิดของคนเหล่านั้น ซึ่งมันก็แปลกซะเหลือเกินจนเราต้องขำออกมาหลาย ๆ ฉาก แต่พอบทจะใช้ความรุนแรงขึ้นมาก็โหดจนสะเทือนอารมณ์ เป็นหนังรักแปลก ๆ ที่ไม่เหมือนกับเรื่องไหนแน่ ๆ


Blade Runner 2049 ( 2017 )

“ มนุษย์จำเป็นต้องมีความทรงจำไหม ”

นี่อาจจะเป็นต้นแบบของหนัง Sci-fi ยุคใหม่ที่เราอาจจะได้เห็นบ่อยขึ้นในอนาคตที่ไม่กลัวจะพูดถึงประเด็นยาก ๆ แนวปรัชญา ๆ คล้าย ๆ กับที่เกิดขึ้นใน Ad Astra หรือในหนังแบบ Solaris ( 1972 ) หนังอีกเรื่องที่เราชื่นชอบที่พูดถึงปมเล็ก ๆ ในใจภายใต้ฉากหลังที่ยิ่งใหญ่ ฮอลลีวูดจัด ๆ เหมือนที่ Blade Runner  ชัดเจนมาก ๆ ตั้งแต่ภาคก่อน แต่ในเวอร์ชันนี้หนังได้มีการตั้งคำถามลึกเข้าไปอีกในเรื่องของตัวตน เราจำเป็นต้องมีความรู้สึกไหม?  เราจำเป็นต้องมีความทรงจำไหม? ทุกอย่างใส่เข้ามาอย่างถูกจังหวะผสมกับฉากแอคชั่นที่ใส่เข้ามาอย่างลงตัว ดูงดงาม ดูแพง ไม่เยอะเกินไป ดูเป็นงานที่ประณีตเป็นที่สุด เหมาะกับการไปดูที่โรงหนังจริง ๆ  เพื่อให้เห็นรายละเอียดยิบย่อยต่าง ๆ


Ida ( 2013 )

“ เมื่อตัวตนที่แท้จริง…ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ในโลกที่คนอื่นเป็นคนสร้าง ”

ต้องยอมรับว่าเราแทบไม่สนใจเนื้อเรื่องเลยตอนที่ได้ดูครั้งแรก เอาแต่ชื่นชมไปกับการจัดวางแปลก ๆ ของภาพที่มีเอกลักษณ์มาก ๆ  จนเราเคลิ้ม  แต่นอกจากภาพเท่ ๆ แล้ว มันคืองานที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาเปรียบเปรย เสียดสี ดราม่าหนัก ๆ  เเนว Feminist ที่ซ่อนเรื่องราวหลากหลายเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน ทั้งเรื่องราวความรักขม ๆ , การทรยศหักหลัก , ความรู้สึกผิดบาป , แนวคิดที่ขัดแย้งกันเองของศาสนา การเมือง เป็นเหตุให้ตัวละครต้องดิ้นรน พยายามที่จะหาจุดที่ลงตัวในชีวิตของเธอเองให้ได้ เป็นหนังที่เมื่อได้กลับไปดูอีกครั้งก็มักจะพบสิ่งใหม่ ๆ ที่น่าสนใจอยู่เสมอ


The Guilty ( 2018 )

“ ความแน่ใจคือความไม่แน่นอน ”

หนังที่เล่นกับพื้นที่จำกัดเรื่องนี้ ใช้พื้นที่ทางด้านอารมณ์ได้คุ้มค่าสุด ๆ  มันเข้าเรื่องได้เร็ว เเละค่อย ๆ ไต่ระดับความเครียดยิ่งขึ้นอย่างถูกจังหวะ ด้วยพล็อตเรื่องที่เข้มข้นการแสดงที่ยอดเยี่ยมแต่ก็ยังหาพื้นที่ในการวิพากษ์วิจารณ์สังคมอย่างเฉียบคม โดยเฉพาะในเรื่องมาตรฐานของศีลธรรม ที่บางครั้งเราคิดว่าเราถูกที่สุด แต่ดูเหมือนความมั่นใจนั้นจะเป็นอันตรายต่อผู้อื่นเสมอในท้ายที่สุด


X-Men: Days of Future Past ( 2014 )

“ Back to the future + Avengers + Inception ”

หนังเรื่องนี่มีส่วนผสมที่หนังที่ดัดแปลงที่มาจากการ์ตูนสายบันเทิงพึงมี จังหวะที่ไม่เร็วไม่ช้าไปแต่เน้นความไหลลื่นทางด้านอารมณ์ , มีฉากลุ้นระทึกดูสนุกตั้งแต่ต้นจนจบ , เข้าเรื่องได้เร็ว ,ใช้เวลาแนะนำละครได้อย่างรวดเร็วและฉลาด , มีฉากที่น่าจดจำ , มีเนื้อเรื่องที่ไม่ง่ายเกินไปพอให้คนดูได้ใช้ความคิดได้บ้าง และการมีตัวละครที่ต้องตัดสินอะไรบางอย่างที่สำคัญอยู่ตลอดเวลา


The Survivalist ( 2015 )

“ ต้องรอด หรือ ต้องมีชีวิต? ”

หนังที่เรารู้สึกว่าน่าเชื่อถือที่สุดในตระกูลหนังวันสิ้นโลก มันดูเรียล ดูดิบเถื่อน อาจจะเกินไปเสียหน่อยจนยากที่จะดูในบางฉาก ( 18+ ) หนังให้อารมณ์กับเราเหมือนกับหนังสงครามที่ตัวละครมีความหวาดระแวงต่อทุก ๆ สิ่งในขั้นสูงสุด ที่ถ้าไม่เถื่อนจริงก็อยู่ไม่ได้ เราชอบตรงที่หนังสามารถหาพื้นที่ให้ตัวละครได้โชว์ความอ่อนไหวออกมาอย่างมีจังหวะ และเล่นกับความเงียบ ความกลัวได้อย่างน่าสนใจ


Her ( 2013 )

“ เรารักเขา หรือเรารักตัวเองมากกว่าเดิม ”

เป็นหนังที่ถูกสร้างมาให้คนตกหลุมรักอย่างเเท้จริง เเต่พอจะเหวี่ยง จะถลําลึกมันก็ทำให้เรารู้สึกกังวลจริง ๆ กับตัวละคร ซึ่งในทางนึงมันก็ทำให้เราเปิดใจที่จะยอมรับวิธีการคิดของตัวละครแบบนี้มากขึ้น  อีกส่วนที่สำคัญที่สุดของหนังคือบรรยากาศที่ถูกออกแบบมาได้สมจริงมาก ๆ และดูเหงาสุด ๆ , เพลงประกอบของ Arcade Fire อันเคลิบเคลิ้มก็เข้ากันกับหนังได้ดี รวมถึงงานภาพชวนฝันของ Hoyte Van Hoytema ก็ทำออกมาได้น่าจดจำจริง ๆ


The Revenant ( 2015 )

“ มีหนักกว่านี้ไหม? ”

สิ่งที่เราทั้งชอบและเกลียดในหนังของ Inarritu  คืองานกำกับที่มีความทะเยอทะยานสูงเกินกว่ามนุษย์ทั่วไป(โดยไม่จำเป็นในบางที)ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยมีผู้กำกับคนไหนอยากทำอะไรแบบนี้แล้ว แต่ด้วยการที่เขายึดแนวทางนี้อย่างแน่วแน่ทำให้หนังที่มีความดิบ ๆ เถื่อน ๆ แมน ๆ เรื่องนี้ ให้ความรู้สึกร่วมจริง ๆ เรารู้สึกเอาใจช่วยอยู่ตลอดว่าตัวละครจะต้องเจออะไรหนักหนากว่านี้ไหมในฉากต่อไป


The Master ( 2012 )

“ เมื่อหัวใจที่อ่อนแอถูกชักจูงให้เชื่อ ”

The Master เป็นหนังที่ดูไม่ง่าย เพราะมันเต็มไปด้วยฉากที่ชวนอึดอัด หนังที่มีความบันเทิงเฉพาะตัวเรื่องนี้เปิดโอกาสให้เราได้เข้าไปสำรวจชีวิตของคนคนนึง ที่ใช้ชีวิตโดยไร้จุดหมายเเน่ชัด  หนังพยายามให้เราทำความเข้าใจกับคนเหล่านี้ โดยการให้เราติดตามชีวิตเขาไปเรื่อย ๆ อย่างใจเย็น จนถึงในตอนที่เขาเบิกเนตร พบกับความจริงที่ยากจะยอมรับ

บทของมันไม่ชัดเจนว่าจะไปทางไหน เเต่ด้วยการเเสดงที่สุดยอดเเละบรรยากาศที่เราไม่คุ้นชินเเต่ดูน่าสนใจแปลก ๆ ทำให้เราอยากจะติดตามชีวิตของพวกเขาไปจนจบ เป็นความรู้สึกเดียวกับที่ได้ดู There Will Be Blood หนังของ Paul Thomas Anderson  ที่เรามองว่าเป็นอีกชิ้นงานที่คลาสสิก ที่มีวิธีการนำเสนอคล้าย ๆ กัน คือเปิดโอกาสให้เราสังเกต และวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ไปเลยโดยที่ไม่จำเป็นต้องหลงรักตัวละครแต่อย่างใด


Moonrise Kingdom ( 2012 )

“ เราเป็นนกแบบไหน ”

สิ่งที่เราชอบที่สุดในหนัง Wes Anderson ทุก ๆ เรื่อง นอกจากสไตล์ที่มีเอกลักษณ์ในงานด้านภาพและตัวละครเพี้ยน ๆ ที่มากเสน่ห์แล้ว มันคือความรู้สึกของการได้ออกไปผจญภัยในโลกกว้างจริง ๆ หนังของเขาทำให้เรากลับไปเป็นเด็กไม่กลัวอะไรทั้งสิ้นและมองว่าทุกสิ่งล้วนเป็นไปได้ สิ่งที่เราชื่นชอบในตัว Moonrise Kingdom มากกว่า The Grand Budapest Hotel นิดหน่อยตรงพล็อตเรื่องที่สดใหม่ยิ่งกว่า เพราะเราไม่เคยคิดว่าหนังเกี่ยวกับลูกเสือจะทำออกมาได้น่าสนใจถึงเพียงนี้  แต่ทั้ง 2 เรื่องก็ถือว่าเป็นหนังที่บันเทิงในระดับเดียวกัน สามารถดูได้หลาย ๆ รอบ


Never Let Me Go ( 2010 )

“ จุดประสงค์ในชีวิตที่เราต้องสร้างเอง ”

หนึ่งในหนังที่ดัดแปลงจากวรรณกรรมที่ดีที่สุด มันทั้งหดหู่แต่ก็งดงามในขณะเดียวกัน  Never Let Me Go เป็นผลงานโรแมนติก Sci-fi ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องราวนี้มันควรจะเกิดในยุคไหน มันเป็นบรรยากาศอันสมจริงในภาพจินตนาการล้วน ๆ ที่สุดแสนจะงดงาม  เป็นดังความฝันที่ดูเสมือนจริง เป็นความฝันที่พยายามสื่อสารสิ่งที่สำคัญแก่เรา ให้เราเรียนรู้และยอมรับกับข้อเท็จจริงบางอย่างของชีวิตถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่แสนเจ็บปวดเหลือเกิน


The Witch ( 2015 )

“ เราอาจจะเป็นต้นเหตุเสียเอง? ”

หลังจากหนังเรื่องนี้ได้ออกฉาย แนวทางของหนัง Horror เรื่องอื่น  ๆ ก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไป กลายเป็นหนังแนวสยองขวัญเเบบ The witch แทน ที่ค่อย ๆ บีบ ค่อย ๆ นวดคนดูไปเรื่อย ๆ ด้วยเสียง ด้วยบรรยากาศหลอน ๆ  ด้วยการแสดงนิ่ง ๆ อึ้งสลับกับอาการคลุ้มคลั่งที่เดาทางไม่ถูก ด้วยงานด้านภาพ ด้วยคอนเซ็ปต์ง่าย ๆ ด้วยการใช้องค์ประกอบในฉากที่น้อยนิดแต่เน้นการแสดง  ด้วยจังหวะที่น่าสนใจเพื่อควบคุมความรู้สึกคนดู


Embrace of Serpent ( 2015 )

“ ความอยากรู้อยากเห็น…เป็นสิ่งเสพติด ”

เมื่อดูหนังเรื่องนี้ไปสักพัก เรารู้สึกเหมือนว่าตนเองกำลังโดนมอมยาอยู่ เราแยกไม่ออกว่าตกลงมันเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งกันแน่ แต่เราก็อยากเดินทางไปกับพวกเขาต่อเพื่อตามหาดอกไม้วิเศษที่พวกเขาต้องการแม้ว่าจะเสี่ยงอันตรายแค่ไหน รู้สึกว่าตัวเองได้ถลำลึกไปมากแล้วเกินกว่าจะถอยหนี เป็นประสบการณ์เดินทางอันลึกลับที่ยากจะลืมเลือนจริง ๆ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *