รีวิว Mission Impossible 4 Ghost Protocol ปฎิบัติการไร้เงา

รีวิว Mission Impossible 4 Ghost Protocol ภาคนี้ก็เป็นไปตามชื่อตามตัวอย่างหนังที่ปล่อยมาคือ เมื่ออีธาน ฮันท์กับเพื่อนๆต้องมาร่วมหัวจมท้ายกันปฏิบัติภารกิจลับจาก Secretary ของ IMF ที่จำเป็นต้องปิดตัวลงหลังจากถูกใส่ร้ายให้กลายเป็นผู้ต้องสงสัย ก่อการร้าย เหตุระเบิดขึ้นที่รัสเซีย ขึ้นชื่อว่าเป็นหนังแอคชั่นสายลับไฮเทค Mission Impossible 4 ที่คอหนังแทบทั่วโลกรู้จักและคลอดออกมากันถึงภาคที่4นี้แล้ว สิ่งที่เราคาดหวังว่าจะได้เห็นแน่ๆจึงประกอบไปด้วย ภารกิจเว่อร์ๆยิ่งใหญ่ๆ ฉากแอคชั่นเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย การไล่ล่าอันลุ้นระทึก เทคโนโลยีล้ำสมัย การหักเหลี่ยมชิงไหวชิงพริบกัน และ ทอม ครูส ซึ่งภาคนี้ก็หยิบจับเอาวัตถุดิบต่างๆเหล่านั้นอันเป็นเอกลักษณ์ของหนังแฟรนไชส์ชุดนี้มาได้อย่างครบถ้วน (แม้ว่าอย่างสุดท้ายอาจจะเริ่มมีริ้วรอยออกลายมาบ้างตามอายุขัย)

หนังเปิดเรื่องมาอย่างเด็ดขาด ชวนติดตาม และจบท้ายลงอย่างงดงาม ระหว่างกลางก็พลิกพลอตขมวดปมต่างๆเข้ามาอย่างสนุกสนาน แต่ก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากจนเกินไป (แต่ทั้งนี้ผู้เขียนรู้สึกว่าหนังค่อนข้างจะเดินเรื่องอย่างกระชับฉับไว บางครั้งเราอาจจะกำลังเพิ่งปะติดปะต่อเรื่องราวที่ฉากนี้ได้ แต่หนังก็กระโดดข้ามไปต่ออย่างรวดเร็วจนทำให้เราพลาดประเด็นสำคัญๆในฉากใหม่ๆ จึงต้องให้ความพยายามทำความเข้าใจตามหนังให้ทันอยู่พอสมควร) ทั้งยังแอบหักขนบยั่วล้อธรรมเนียมของภาคก่อนๆเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมที่จดจำฉากคลาสสิคของMIได้ เช่นฉากที่ผู้เขียนชอบมากๆอย่างตอนที่เครื่องมอบภารกิจไม่ยอมทำลายตัวเองภายใน 5 วินาที หรือจะเป็นการต่อยอดฉากแอคชั่นน่าหวาดเสียวอย่างการโรยตัวจากเชือกสลิง ที่ภาคนี้ลำบากลำบนไปไต่ตึกสูงเสียดฟ้ากันถึงที่ดูไบ จริงๆฉากนี้รู้สึกว่าต้องชมผู้กำกับ แบรด เบิร์ด ที่คุมจังหวะออกมาได้อย่างลงตัว ทำเอาคนดูหวาดเสียวแทบใจหายไปตามๆกัน แต่ถ้าให้พูดถึงข้อเสีย ข้อเปรียบเทียบก็มีให้เห็นเล็กๆน้อยๆ เท่าที่นึกออกอย่างฉากไคลแมกซ์ของภาคนี้ที่ดูจะซอฟๆไปเลยเมื่อเทียบกับไคลแมกซ์ของMI:3 ไม่ได้ถูกขยี้ให้กดดันแทบตายเหมือนภาคที่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ได้บทภาพยนตร์ที่ช่วยผลักดันเรื่องราวขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงตอนจบได้อย่างไม่รู้สึกติดขัดใดๆ

นอกจากนี้ หนังยังดึงเอาตัวละครต่างๆเข้ามาสร้างสีสรรค์มากขึ้นให้กับเรื่องราว โดยเฉพาะลูกทีมที่ได้ เจเรมี่ เรนเนอร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นนักแสดงมือดีคนนึงจากหนังสงครามรางวัลออสการ์เรื่อง The Hurt Locker และพักหลังเริ่มที่จะได้เห็นเขาบนจอภาพยนตร์บ่อยขึ้น รวมถึงผู้ที่สร้างความเซอร์ไพรส์ให้หนังภาคนี้และยังคอยเป็นตัวชงมุกตลกประจำเรื่องอย่าง ไซมอน เพ็กก์ ก็ดูจะเข้าขากับ ทอม ครูส และคนอื่นๆได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นฉากตลกปล่อยมุกหรือฉากแอคชั่นลุ้นระทึก หรือแม้กระทั่งตัวละครผู้ร้ายที่ผู้เขียนรู้สึกว่า แม้จะดูไม่ค่อยมีบทบาทออกมาโดดเด่นเท่าคนอื่นสักเท่าไหร่ แต่บทก็ใช้เวลาปูพื้นตัวละครนี้สั้นๆอย่างคุ้มค่าในฉากที่เจ้าหน้าที่แบรนท์(เจเรมี่ เรนเนอร์)เล่าถึงประวัติคร่าวๆของเขารวมถึงฉากวิดีโอในโบกี้รถไฟที่แสดงถึงเหตุผลของแผนการสร้างสงครามนิวเคลียร์ทั้งหมด ส่งให้ตัวละครนี้กลายเป็นผู้ร้ายที่ดูน่าเกรงขามและลึกลับขึ้นทันที

สิ่งที่น่าสนใจสิ่งสุดท้ายคือ เราจะได้เห็นอิทธิพลจากงานของแบรด เบิร์ด ผู้ที่เคยมีผลงานแอนิเมชั่นสังกัดค่ายพิกซ่าอย่าง Ratatouille หรือ The Incredibles อย่างไร จุดที่ผู้เขียนเห็นชัดที่สุดนั้นเห็นจะเป็นตอนจบของ M:I-4 ภาคนี้ ซึ่งว่ากันตามจริงแล้วมันอาจจะเป็นตอนจบที่ดีที่สุดในบรรดาทั้งหลายภาคที่ผ่านมา บทภาพยนตร์หาวิธีคลายปมทุกอย่างในตอนจบให้ออกมาไม่ดูจงใจยัดเยียดเกินไป ทั้งเรื่องอดีตระหว่างพระเอกกับแบรนท์เพื่อนร่วมทีม รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างอีธานกับแฟนสาว หนังพลิกความตื่นเต้นลุ้นระทึกตลอดทั้งเรื่องไปและตบท้ายลงด้วยฉากจบที่อบอุ่นและทำให้คนดูจดจำหนังได้เมื่อเดินออกจากโรงไป แบรด เบิร์ด พิสูจน์ให้เราเห็นว่าเขาสามารถคุมทั้งแอคชั่นและรู้วิธีที่จะทำอย่างไรให้มันออกมาดีได้อย่างที่เคยทำมาแล้วใน The Incredibles และใน Rattatouille ที่เป็นแอนิเมชั่นคอมมิดี้น่ารักสดใสได้ ครั้งนี้กับ M:I-4 ซึ่งไม่ใช่ภาพการ์ตูนแล้ว แต่เป็นหนังคนแสดงจริงๆก็เช่นกัน มาถึงวันนี้ เขาอาจจะกลายเป็นผู้กำกับหนังบันเทิงฮอลลีวู้ดที่น่าจับตามองและควรค่าแก่การเฝ้ารอผลงานเรื่องต่อๆไปอีกคนหนึ่ง

ดูหนังออนไลน์24ชั่วโมง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *