รีวิวหนัง Possession of Michael King – ดักวิญญาณดุ สารคดีปลอม

รีวิวหนัง Possession of Michael King - ดักวิญญาณดุ

Possession of Michael King ด้วยความที่เป็นหนังกึ่งๆ สารคดีปลอมและแฮนด์เฮลด์ทั้งเรื่องเป็นเรื่องที่ 3 ของหนังแนวนี้ที่ เข้าฉายโรงในไทย ปีนี้ถัดจาก Mr.Jones และ As Above, So Below นอกจากถ่ายแฮนด์เฮลด์แล้วมันยังมีช็อตกล้องวงจรปิดที่นำมาใช้ในลักษณะคล้ายกับ Paranormal Activity ซึ่งด้วยวิธีการทั้งหมดทั้งมวลนี้เรารู้สึกว่าหนังมันซ้ำซาก ไม่แปลกใหม่ และไม่น่าสนใจด้วยการเล่า คือช่วงแรกๆ ไปจนถึงกลางเรื่องก็คิดว่าถ้าเล่าอย่าง Magic Magic มันอาจจะเล่าได้ไหลลื่นสนุกกว่านี้ แต่พอมาถึงช่วงท้ายก็..เออ…มันเล่าแบบนี้นี่แหละดีแล้ว บทเยินขนาดนี้ไม่อย่างนั้นถ้าไม่นั่งยำให้กลัวให้เวียนหัวมันไม่รอดแน่

ถ้าเมียไม่เชื่อหมอดูเมียก็คงไม่ตาย..เป็นความเชื่อเริ่มแรกที่ทำให้พระเอกถ่ายทำสารคดีท้าพิสูจน์ว่าพระเจ้าและปีศาจมีอยู่จริงหรือเปล่า..วิ่งหาทั้งบาทหลวง คนมีญาณทิพย์ หมอผี และท้าลองด้วยเคมีวิทยาศาสตร์…กระทั่งรู้สึกถึงเมียที่ตายไปแล้วพยายามสื่อสารด้วยและจนถึงขั้นเลยเถิด

พอดูแล้วก็รู้สึกถึง The Babadook ในเวอร์ชั่นพ่อที่สูญเสียภรรยาที่เหลือแค่ลูกสาวที่ปีศาจหวังจะหักคอเซ่นสังเวย มันมีช่วงที่บ้ามากๆ อยู่เยอะ โดยเฉพาะตั้งแต่ตอนที่มันตระหนักว่าโดนปีศาจครอบงำ จังหวะของแต่ละฉากมันเร้าขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันเรื่องราวมันก็ไร้แก่นสารมากๆ จนโหรงเหรงเนื้อหนัง และทั้งหมดทั้งมวลมันไม่มีอะไรมากไปกว่าการนั่งดูพัฒนาการบ้าคลั่งของคนๆ หนึ่งที่กำลังถูกผีเข้า แล้วก็ดีที่มันไม่พยายามมีประเด็นดีเด่อะไรซึ่งกลายเป็นส่วนที่ทำให้หนังมันสนุกดีทั้งที่ไม่มีอะไร ผีเข้าล้วนๆ ซึ่งเข้ากันดีกับชื่อหนังจริงๆ
ไคลแม็กซ์สุดท้ายก็เลยกลายเป็น Guilty Pleasure โดยสมบูรณ์แบบ…มันเกิดความรู้สึกทั้งกลัวร่างกายที่ปีศาจเข้าจนบิดเบี้ยวแล้วก็ขำไปกับเรื่องราวและการกระทำของตัวละครที่เป็นไป…

หลายมุกมันเป็นมุกที่คลิเช่มากในภาพที่เห็น เช่น ผีเข้าไต่บันไดก็นึกถึงจูออน ร่างกายทุรนทุรายเพราะผีเข้าหนังผีเข้าเรื่องอื่นก็มีกันเกลื่อนไป แต่ความรู้สึกส่วนตัวเรากลับไม่รู้สึกว่ามันคลิเช่ มันก็มีทางของมันที่ทำให้เรารู้สึกว่ามันแตกต่างด้วยการเล่นระยะช็อต เทคนิกการตัดต่อ และลักษณะเคลื่อนไหวของร่างกาย โดยเฉพาะตอนที่พระเอกถูกปีศาจเข้า..ด้วยความที่เป็นหนังกึ่งๆ สารคดีปลอมและแฮนด์เฮลด์ทั้งเรื่องเป็นเรื่องที่ 3 ของหนังแนวนี้ที่เข้าฉายโรงในไทยปีนี้ถัดจาก Mr.Jones และ As Above, So Below นอกจากถ่ายแฮนด์เฮลด์แล้วมันยังมีช็อตกล้องวงจรปิดที่นำมาใช้ในลักษณะคล้ายกับ Paranormal Activity ซึ่งด้วยวิธีการทั้งหมดทั้งมวลนี้เรารู้สึกว่าหนังมันซ้ำซาก ไม่แปลกใหม่ และไม่น่าสนใจด้วยการเล่า คือช่วงแรกๆ ไปจนถึงกลางเรื่องก็คิดว่าถ้าเล่าอย่าง Magic Magic มันอาจจะเล่าได้ไหลลื่นสนุกกว่านี้ แต่พอมาถึงช่วงท้ายก็..เออ…มันเล่าแบบนี้นี่แหละดีแล้ว บทเยินขนาดนี้ไม่อย่างนั้นถ้าไม่นั่งยำให้กลัวให้เวียนหัวมันไม่รอดแน่

ถ้าเมียไม่เชื่อหมอดูเมียก็คงไม่ตาย..เป็นความเชื่อเริ่มแรกที่ทำให้พระเอกถ่ายทำสารคดีท้าพิสูจน์ว่าพระเจ้าและปีศาจมีอยู่จริงหรือเปล่า..วิ่งหาทั้งบาทหลวง คนมีญาณทิพย์ หมอผี และท้าลองด้วยเคมีวิทยาศาสตร์…กระทั่งรู้สึกถึงเมียที่ตายไปแล้วพยายามสื่อสารด้วยและจนถึงขั้นเลยเถิด

พอดูแล้วก็รู้สึกถึง The Babadook ในเวอร์ชั่นพ่อที่สูญเสียภรรยาที่เหลือแค่ลูกสาวที่ปีศาจหวังจะหักคอเซ่นสังเวย มันมีช่วงที่บ้ามากๆ อยู่เยอะ โดยเฉพาะตั้งแต่ตอนที่มันตระหนักว่าโดนปีศาจครอบงำ จังหวะของแต่ละฉากมันเร้าขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันเรื่องราวมันก็ไร้แก่นสารมากๆ จนโหรงเหรงเนื้อหนัง และทั้งหมดทั้งมวลมันไม่มีอะไรมากไปกว่าการนั่งดูพัฒนาการบ้าคลั่งของคนๆ หนึ่งที่กำลังถูกผีเข้า แล้วก็ดีที่มันไม่พยายามมีประเด็นดีเด่อะไรซึ่งกลายเป็นส่วนที่ทำให้หนังมันสนุกดีทั้งที่ไม่มีอะไร ผีเข้าล้วนๆ ซึ่งเข้ากันดีกับชื่อหนังจริงๆ
ไคลแม็กซ์สุดท้ายก็เลยกลายเป็น Guilty Pleasure โดยสมบูรณ์แบบ…มันเกิดความรู้สึกทั้งกลัวร่างกายที่ปีศาจเข้าจนบิดเบี้ยวแล้วก็ขำไปกับเรื่องราวและการกระทำของตัวละครที่เป็นไป…

หลายมุกมันเป็นมุกที่คลิเช่มากในภาพที่เห็น เช่น ผีเข้าไต่บันไดก็นึกถึงจูออน ร่างกายทุรนทุรายเพราะผีเข้าหนังผีเข้าเรื่องอื่นก็มีกันเกลื่อนไป แต่ความรู้สึกส่วนตัวเรากลับไม่รู้สึกว่ามันคลิเช่ มันก็มีทางของมันที่ทำให้เรารู้สึกว่ามันแตกต่างด้วยการเล่นระยะช็อต เทคนิกการตัดต่อ และลักษณะเคลื่อนไหวของร่างกาย โดยเฉพาะตอนที่พระเอกถูกปีศาจเข้า..  ที่มา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *