รีวิวหนัง Concussion – คนเปลี่ยนเกม กีฬาระดับโลกอย่าง อเมริกันฟุตบอล

เรื่องย่อหนัง หนัง Concussion หรือชื่อไทยว่า คนเปลี่ยนเกม เรื่องราวของการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความจริงที่ว่ากีฬาระดับโลกอย่าง อเมริกันฟุตบอล นั้น ความรุนแรงของการกระแทกแต่ละครั้งสามารถทำให้ผู้เล่นได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรงที่สมอง จากอดีตที่เคยมีนักอเมริกันฟุตบอลเสียชีวิตแบบปริศนา ดร.เบนเน็ต โอมาลูเป็นคนแรกที่ค้นพบการทำงานและผลกระทบระหว่างสมอง ร่างกาย และจิตใจซึ่งเขาต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้โลกได้รู้ ผลงานการกำกับของ ”ปีเตอร์ แลนเดสแมน”จากภาพยนตร์เรื่องดัง Parkland คนฆ่า จอห์น เอฟ เคนเนดี้

รีวิวหนัง Concussion - คนเปลี่ยนเกม กีฬาระดับโลกอย่าง อเมริกันฟุตบอล

คือไม่ได้ดูตัวอย่างมาก่อน ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวเกี่ยวกับอเมริกันฟุตบอลหรือแม้แต่อาการฃ ที่ก็ไม่รู้ว่ามันคืออาการอะไร ที่อยากดูนี่ก็เพราะได้ยินมาว่าเรื้องนี้เฮีย Will Smith แกเล่นดี บัตรฟรี และคิดว่ามันจะเป็นหนังอาชญากรรมเฉียบๆ มียิงกันบ้างแบบ Heat (Michael Mann / USA / 1995) ไรงี้ คือเข้าไปดูแบบหัวกลวงมากๆ เริ่มเรื่องแรกๆ ก็เลยตั้งตัวไม่ค่อยทันพอมันเปิดเรื่องมาเล่าถึงแวดวงอเมริกันฟุตบอล ก็คิดไปถึงหนังกีฬาที่อารมณ์แถวๆ Moneyball (Bennett Miller / USA / 2011) มันไม่ใช่หนังอาชญากรรมอย่างที่คิดละ แถมเฮียวิลแกยังเล่นเป็นหมอพยาธิชันสูตรศพอีก ไม่ใช่ตำรวจหรือมือปืนอาชญากรอย่างที่คิดไว้ในหัว แล้วพอไปสักพักมันก็ไม่ใช่ Moneyball เลยนี่หว่า เออ..แต่ก็ดีนะ หนังก็ดูเพลินไปได้เรื่อยๆ ปนๆ กับน่าเบื่อบ้างเพราะมีจังหวะที่หลุดจากหนังไปสักพักจนงงๆ ว่าหนังมันกำลังตามอะไรอยู่ แล้วเส้นเรื่องรักเรื่องครอบครัวของพระเอกมันก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกอินอะไร ก่อนที่เรื่องราวมันจะเปลี่ยนกลับมาเป็นหนังเทือกๆ Spotlight (Tom McCarthy / USA / 2015) ในช่วงหลังเทิร์นนิ่งพอยต์สำคัญแรก นั่นแหละจากนั้นหนังก็เริ่มสนุกและน่าติดตามมากขึ้นมากๆ

มันมีจุดร่วมกับ Spolight ตรงที่เป็นหนังที่สร้างจากเรื่องจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์เปิดโปงความลับความเลวร้ายขององค์กรหรือสถาบันใหญ่โตที่พ่วงความเชื่อความรักความนิยมของคนจำนวนมากเอาไว้เป็นเดิมพัน ซึ่งตัวละครต้องต่อสู้กับอำนาจใหญ่โตเพื่อให้ข้อมูลความเลวร้ายที่สถาบันความเชื่อหรือองค์กรทุนนิยมปกปิดไว้เพราะผลประโยชน์ของพรรคพวกมันออกไปถึงการรับรู้ของประชาชนที่มีสิทธิ์ตัดสินใจที่จะเลือกเชื่อหรือเลือกชอบเลือกซื้อได้ตามวิจารณญาณ เมื่อได้ข้อมูลความจริงรอบด้าน ทำให้เรื่องราวมันน่าลุ้นสุดๆ เมื่อเราเฝ้ารอที่จะได้เห็นความเลวร้ายในคราบความศรัทธายิ่งใหญ่มันสั่นคลอนและล้มครืนลงมา คือส่วนใหญ่แล้วเรื่องจริงเกี่ยวกับการเปิดโปงที่เอามาทำเป็นหนังก็มักจะจบด้วยชัยชนะอ่ะนะ แต่บางทีมันก็จะมีอารมณ์ตรงกันข้ามที่ก็ต้องยอมรับความเป็นจริงถ้าหากการเปิดเผยความจริงมันสู้กับอำนาจเหล่านั้นไม่ได้ แล้วสิ่งที่ตัวละครตั้งใจสู้มาทั้งหมดก็จะกลับกลายเป็นขี้หมูขี้หมาในสายตาของสาวกใต้อำนาจเหล่านั้น ซึ่งหนังเนื้อหาเปิดโปงที่สร้างจากเรื่องจริงที่จบแบบประเภทหลังก็ไม่ค่อยจะมีหรอกที่จะจบท้ายด้วย สืบ นาคะเสถียร สไตล์ หรือจบแบบหนังอย่าง The Riot Club (Lone Scherfig / UK / 2014) ที่ให้คนที่ต่อสู้กำกับระบบอำนาจต้องถอดใจหรือพ่ายแพ้

นอกจากนั้นหนังทั้งสองเรื่องก็ยังดีเบตเรื่องจรรยาบรรณอาชีพเหมือนกัน แต่ Spotlight จะซับซ้อนในส่วนกระบวนการ และมีสายตามองไปถึงแรงต้านจากหลายฝั่งมากกว่าทำให้เห็นภาพรวมของระบบที่มีส่วนประกอบหลายส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาจริงๆ ไม่ใช่แค่สื่อมวลชนกับคริสตจักร แต่ยังมีมุมความศรัทธาของคนในครอบครัวมีเด็กร้องเพลงในโบสถ์บอกบรรยากาศความเงียบจากการถูกปิดให้เงียบท่ามกลางความสุขในคืนวันคริสต์มาส ขณะที่ ฃ จะเล่าแบบเดินตามวิถีปกติไม่ได้พลิกแพลงจุกจิกอะไร และไม่ได้ให้เห็นภาพในมุมความเป็นไปได้ที่จะเกิดกระแสต้านจากสังคมอย่างชัดเจน เล่าอ้างถึงข้อดีข้อเสียของอเมริกันฟุตบอลเพียงผิวๆ ไม่ได้ลงไปสอบถามความเห็นของคนนอกที่นอกเหนือไปจากคนตรวจสอบและองค์กรอย่างเช่นคนดูคนเชียร์คนรักและศรัทธาในกีฬาอเมริกันฟุตบอล อย่างที่ Spotlight มีบรรยากาศความเชื่อความศรัทธาในคริสตจักรให้เห็น ซึ่งมันสร้างบรรยากาศความกระอักกระอ่วนคลุมหนังขึ้นมาอีกชั้น และเพิ่ม Dilemma ในใจคนดูซึ่งช่วยสร้างความรู้สึกหนักหน่วงในการดีเบตต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในหนังได้มากขึ้นไปอีก แต่สิ่งที่ Concussion มีดีพอให้เทียบกับ Spotlight ก็คือตัวละครที่ดูมีเลือดมีเนื้อจริงๆ ซึ่งทำให้ชอบหนังขึ้นมาได้มากๆ

Will Smith เล่นเป็นหมอพยาธิวิทยาชันสูตรศพเชื้อชาติไนจีเรียที่ใฝ่ฝันอยากได้สัญชาติอเมริกา ที่วันหนึ่งการชันสูตรศพนักอเมริกันฟุตบอลของเขาได้ขุดเรื่อง Concussion อาการโรคเรื้อรังทางสมองที่เกิดจากแรงกระแทกจากการเล่นอเมริกันฟุตบอลขึ้นมาอีกครั้ง จนเป็นที่ยอมรับและได้ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ออกไปสู่วงกว้าง แต่พอไปกระทบกับธุรกิจมาเฟียอเมริกันฟุตบอลที่มีมูลค่ามหาศาลซึ่งพยายามปกปิดเรื่องนี้มาตลอดก็ทำให้เขาต้องตัดสินใจเลือกที่จะเป็นฮีโร่ต่อไป หรือยอมหลีกหนีอันตรายที่กำลังจะมาถึงตัวและทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ชอบความเป็นปุถุชนคนธรรมดาของตัวละครพระเอกอย่างหมอ Bennet Omalu มากๆ ที่ชีวิตก็แค่พยายามทำไปตามหน้าที่ของอาชีพหมอแบบพกจรรยาบรรณไว้เต็มกระเป๋า ดูไม่ได้มีเป้าหมายที่จะเป็นฮีโร่สุดโต่งหรือทำตัวเป็นนักกิจกรรมเพื่อสังคมอะไร แล้วสุดท้ายเขาก็ต้องยอมจำนนต่ออำนาจมาดร้ายที่อาจจะทำลายอนาคตครอบครัว และรักษาความฝันที่ตัวเองอยากจะเป็นประชาชนคนอเมริกันเอาไว้ ถอยห่างออกมาทำเป็นว่าไม่ใช่เรื่องกงการอะไรของเขา ไม่ได้ทำเพราะทนงที่จะได้เป็นคนสัญชาติอเมริกัน แต่เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นตามความต้องการแรกเริ่มที่อพยพมาอยู่ต่างถิ่นก็เท่านั้นเอง ที่มา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *