รีวิวหนังอินเดีย The Disciple โลกของคีตศิลป์โบราณ ศิษย์อาจารย์

รีวิวหนังอินเดีย  The Disciple โลกของคีตศิลป์โบราณ ศิษย์อาจารย์

The Disciple Netflix รีวิว ศิษย์เอก หนังอินเดีย ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ ชารัท ชายหนุ่มผู้คลั่งไคล้ในดนตรีอินเดียโบราณ และเป็นลูกศิษย์ของนักดนตรีอาวุโสมากความสามารถแต่ไร้ชื่อเสียง

ตัวชารัทอยากจะประสบความสำเร็จในวงการของศิลปะคีตศิลป์โบราณ ในขณะที่ตัวเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับความโหดร้ายของโลกการแข่งขันในวงการดนตรี ที่ยากจะถึงเป้าหมายได้ง่ายๆ

ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้ภาษามราฐีของอินเดีย กำกับโดย Chaitanya Tamhane และมี อัลฟองโซ่ กัวรอน ผู้กำกับดังชาวเม็กซิโก ที่เคยสร้างผลงานชื่อดังมาแล้วอย่าง Harry Potter and the Prisoner of Azkaban, Children of Men และ Roma ที่ทำให้เขาได้รางวัลออสการ์ในสาขาผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมาแล้ว สามารถรับชมได้แล้วใน Netflix

เรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับ ชารัท เนรุลการ์ ชายหนุ่มผู้มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะประสบความสำเร็จในฐานะนักร้องขยาล หรือเพลงโบราณของอินเดีย เขาเป็นศิษย์เอกของ อาจารย์ปู่ กูรูจิ ปรมาจารย์ด้านดนตรีดั้งเดิมเก่าแก่นี้ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความสามารถในการร้องเพลงโบราณได้ไพเราะมากแต่กลับไม่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและต้องใช้ชีวิตอย่างยากจน แม้กระทั่งค่ายารักษาอาการป่วยก็ยังต้องพึ่งชารัทที่เป็นศิษย์คอยช่วยเหลือให้

นอกจากนี้บิดาของชารัทก็เป็นอดีตนักดนตรีที่ชื่นชอบในดนตรีและการร้องเพลงโบราณของอินเดียอย่างมาก เขายังเป็นผู้ที่มีส่วนในการผลักดันให้ชารัทชื่นชอบด้านดนตรีตั้งแต่เด็ก ตัวชารัทเองก็มีความทะเยอทะยาน อยากจะประสบความสำเร็จในด้านนี้ให้จงได้ แม้ว่าเขาจะเข้าแข่งขั้นประกวดร้องเพลงหลายครั้งแต่ก็ล้มเหลวมากกว่า เขาก็ยังคงมุ่งสู่เส้นทางนี้ รวมถึงการฟังเทปคำสอนของ “อาจารย์แม่” ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์หญิงผู้ยิ่งใหญ่ของวงการนี้แต่กลับไม่มีชื่อเสียงแพร่หลายและไม่มีกระทั่งรูปถ่ายหรือบทสัมภาษณ์ นอกจากเทปบันทึกคำสั่งสอนถึงเหล่าลูกศิษย์ที่กลายมาเป็นคัมภีร์สำคัญให้ชารัทยึดถือ เช่นเดียวกับอาจารย์ปู่กูรูที่เขายังคงให้ความเคารพอยู่เสมอ

แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ชารัท เริ่มอายุมากขึ้น เขาตั้งเป้าหมายไว้ว่าหากก่อนอายุ 40 ปีแล้วยังไม่ประสบความสำเร็จในด้านดนตรีดั้งเดิมนี้ เขาจะไม่แต่งงาน ซึ่งนั่นทำให้เขาต้องแยกทางกับเสน่หา หญิงคนรักและศิษย์ร่วมสำนักเดียวกัน ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงไม่ประสบความสำเร็จ กระทั่งเข้าสู่ยุคปัจจุบันที่บริบทสังคมของอินเดียเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ชารัทพยายามใช้เครื่องมือต่างๆ ทั้งโซเชียลมีเดีย ยูทูป เพื่อเผยแพร่เพลงของเขาออกสู่สังคมโลกยุคใหม่

แต่แล้วเขากลับพบว่ามีนักดนตรีและนักร้องเพลงโบราณบางคนที่สามารถผงาดขึ้นมาในโลกยุคใหม่นี้ได้ ในขณะที่ผลงานของเขากลับล้มเหลว และไม่สามารถเป็นที่รู้จักได้เหมือนกับคนอื่นๆ ที่มีพรสวรรค์ ในขณะที่ชารัทยังคงวนเวียนอยู่กับเทปคำสอนของอาจารย์แม่และการดูแลของอาจารย์ปู่ ซึ่งสุดท้ายแล้วเขาก็ได้ตัดสินใจยอมรับความจริงถึงความสามารถด้านดนตรีของตนเอง

 

เรื่องราวทั้งหมดจะเกี่ยวข้องกับสังคมในวงการคีตศิลป์หรือดนตรีคลาสสิกโบราณของอินเดีย ซึ่งเป็นศาสตร์ด้านดนตรีที่สืบทอดกันมานานในท้องถิ่น มักเป็นเพลงที่เกี่ยวข้องกับบทสวดสักการะต่อพระเจ้าในความเชื่อของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งต้องยอมรับว่า นี่คือสังคมเฉพาะทางอย่างมากและเป็นโลกที่ผู้ชมชาวไทยคงจินตนาการแทบไม่ออก

แต่ถ้าจะเปรียบเปรยให้เห็นภาพ เรื่องนี้มีความคล้ายกับภาพยนตร์เรื่อง โหมโรง ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ระดับตำนานของไทยเกี่ยวกับดนตรีไทยเดิม เพียงแต่เรื่องศิษย์เอกนี้จะนำเสนอในอีกมุมหนึ่งของสังคมดนตรีโบราณที่ก็ไม่ได้มีแต่ด้านที่ชวนหลงใหลหรือด้านสวยงามเสมอไป แต่มันมีด้านมืดและด้านที่น่าสมเพชปนอยู่ด้วย

ภาพยนตร์จะเริ่มบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของชารัท ตั้งแต่วัยเด็ก วัยหนุ่ม และวัยกลางคน โดยช่วงครึ่งแรกจะโฟกัสไปที่ชีวิตในช่วงที่เข้าเป็นศิษย์เอกของอาจารย์ปู่ ซึ่งเป็นช่วงที่ชารัทมีไฟทะเยอทะยานอยากประสบความสำเร็จในดนตรีดั้งเดิม ตัวหนังจะเล่าสลับภาพในครึ่งแรกระหว่างช่วงที่ชารัทยังเด็กแล้วถูกปลูกฝังความรักในดนตรีดั้งเดิมจากพ่อของเขาเอง เพื่อให้คนดูได้รู้ที่มาที่ว่าทำไมเขาจึงกลายเป็นผู้คลั่งไคล้ในดนตรีนี้ แม้ว่าเมื่อเขาเติบโตแล้วเข้าร่วมประกวดรายการต่างๆ กลับไม่ประสบความสำเร็จเลยก็ตามที

ส่วนสำคัญข้อหนึ่งที่เรียกว่าเป็น “จุดแข็ง” ของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือการที่มันตีแผ่และนำเสนอภาพของคนในวงการดนตรีโบราณดั้งเดิมของอินเดีย ซึ่งเป็นโลกลี้ลับที่หลายคนคงจินตนาการไม่ออก และช่วงแรกของเรื่องยังเต็มไปด้วยคำศัพท์เฉพาะทางมากมายเกี่ยวกับดนตรีนี้

แต่เมื่อเริ่มตั้งหลักได้ เรากลับพบว่ามันมีเสน่ห์แบบแปลกๆ อีกทั้งการตัดต่อหนังยังมีลักษณะที่จงใจยั่วล้อและจิกกัดวิถีชีวิตและคติของชาวอินเดียด้วย ซึ่งก็ต้องชื่นชมความสามารถของผู้กำกับและทีมสร้างที่เน้นให้เนื้อหามีฉากการแสดงความสามารถทางดนตรีและการขับร้องบทสวดขยาล ซึ่งเป็นการขับร้องแบบอินเดียโบราณ ทำให้เราไม่ต้องไปสับสนกับชื่อและแนวคิดที่คนไทยอาจจะไม่คุ้นเคยนักของตัวละครในเรื่องนัก

รีวิว ศิษย์เอก หนังอินเดีย ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ ชารัท ชายหนุ่มผู้คลั่งไคล้ในดนตรีอินเดียโบราณ และเป็นลูกศิษย์ของนักดนตรีอาวุโสมากความสามารถแต่ไร้ชื่อเสียง

ตัวชารัทอยากจะประสบความสำเร็จในวงการของศิลปะคีตศิลป์โบราณ ในขณะที่ตัวเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับความโหดร้ายของโลกการแข่งขันในวงการดนตรี ที่ยากจะถึงเป้าหมายได้ง่ายๆ

ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้ภาษามราฐีของอินเดีย กำกับโดย Chaitanya Tamhane และมี อัลฟองโซ่ กัวรอน ผู้กำกับดังชาวเม็กซิโก ที่เคยสร้างผลงานชื่อดังมาแล้วอย่าง Harry Potter and the Prisoner of Azkaban, Children of Men และ Roma ที่ทำให้เขาได้รางวัลออสการ์ในสาขาผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมาแล้ว สามารถรับชมได้แล้วใน Netflix

ศิษย์เอก เรื่องย่อ
เรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับ ชารัท เนรุลการ์ ชายหนุ่มผู้มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะประสบความสำเร็จในฐานะนักร้องขยาล หรือเพลงโบราณของอินเดีย เขาเป็นศิษย์เอกของ อาจารย์ปู่ กูรูจิ ปรมาจารย์ด้านดนตรีดั้งเดิมเก่าแก่นี้ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความสามารถในการร้องเพลงโบราณได้ไพเราะมากแต่กลับไม่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและต้องใช้ชีวิตอย่างยากจน แม้กระทั่งค่ายารักษาอาการป่วยก็ยังต้องพึ่งชารัทที่เป็นศิษย์คอยช่วยเหลือให้

นอกจากนี้บิดาของชารัทก็เป็นอดีตนักดนตรีที่ชื่นชอบในดนตรีและการร้องเพลงโบราณของอินเดียอย่างมาก เขายังเป็นผู้ที่มีส่วนในการผลักดันให้ชารัทชื่นชอบด้านดนตรีตั้งแต่เด็ก ตัวชารัทเองก็มีความทะเยอทะยาน อยากจะประสบความสำเร็จในด้านนี้ให้จงได้ แม้ว่าเขาจะเข้าแข่งขั้นประกวดร้องเพลงหลายครั้งแต่ก็ล้มเหลวมากกว่า เขาก็ยังคงมุ่งสู่เส้นทางนี้ รวมถึงการฟังเทปคำสอนของ “อาจารย์แม่” ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์หญิงผู้ยิ่งใหญ่ของวงการนี้แต่กลับไม่มีชื่อเสียงแพร่หลายและไม่มีกระทั่งรูปถ่ายหรือบทสัมภาษณ์ นอกจากเทปบันทึกคำสั่งสอนถึงเหล่าลูกศิษย์ที่กลายมาเป็นคัมภีร์สำคัญให้ชารัทยึดถือ เช่นเดียวกับอาจารย์ปู่กูรูที่เขายังคงให้ความเคารพอยู่เสมอ

แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ชารัท เริ่มอายุมากขึ้น เขาตั้งเป้าหมายไว้ว่าหากก่อนอายุ 40 ปีแล้วยังไม่ประสบความสำเร็จในด้านดนตรีดั้งเดิมนี้ เขาจะไม่แต่งงาน ซึ่งนั่นทำให้เขาต้องแยกทางกับเสน่หา หญิงคนรักและศิษย์ร่วมสำนักเดียวกัน ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงไม่ประสบความสำเร็จ กระทั่งเข้าสู่ยุคปัจจุบันที่บริบทสังคมของอินเดียเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ชารัทพยายามใช้เครื่องมือต่างๆ ทั้งโซเชียลมีเดีย ยูทูป เพื่อเผยแพร่เพลงของเขาออกสู่สังคมโลกยุคใหม่

แต่แล้วเขากลับพบว่ามีนักดนตรีและนักร้องเพลงโบราณบางคนที่สามารถผงาดขึ้นมาในโลกยุคใหม่นี้ได้ ในขณะที่ผลงานของเขากลับล้มเหลว และไม่สามารถเป็นที่รู้จักได้เหมือนกับคนอื่นๆ ที่มีพรสวรรค์ ในขณะที่ชารัทยังคงวนเวียนอยู่กับเทปคำสอนของอาจารย์แม่และการดูแลของอาจารย์ปู่ ซึ่งสุดท้ายแล้วเขาก็ได้ตัดสินใจยอมรับความจริงถึงความสามารถด้านดนตรีของตนเอง

 

เรื่องราวทั้งหมดจะเกี่ยวข้องกับสังคมในวงการคีตศิลป์หรือดนตรีคลาสสิกโบราณของอินเดีย ซึ่งเป็นศาสตร์ด้านดนตรีที่สืบทอดกันมานานในท้องถิ่น มักเป็นเพลงที่เกี่ยวข้องกับบทสวดสักการะต่อพระเจ้าในความเชื่อของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งต้องยอมรับว่า นี่คือสังคมเฉพาะทางอย่างมากและเป็นโลกที่ผู้ชมชาวไทยคงจินตนาการแทบไม่ออก

แต่ถ้าจะเปรียบเปรยให้เห็นภาพ เรื่องนี้มีความคล้ายกับภาพยนตร์เรื่อง โหมโรง ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ระดับตำนานของไทยเกี่ยวกับดนตรีไทยเดิม เพียงแต่เรื่องศิษย์เอกนี้จะนำเสนอในอีกมุมหนึ่งของสังคมดนตรีโบราณที่ก็ไม่ได้มีแต่ด้านที่ชวนหลงใหลหรือด้านสวยงามเสมอไป แต่มันมีด้านมืดและด้านที่น่าสมเพชปนอยู่ด้วย

ภาพยนตร์จะเริ่มบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของชารัท ตั้งแต่วัยเด็ก วัยหนุ่ม และวัยกลางคน โดยช่วงครึ่งแรกจะโฟกัสไปที่ชีวิตในช่วงที่เข้าเป็นศิษย์เอกของอาจารย์ปู่ ซึ่งเป็นช่วงที่ชารัทมีไฟทะเยอทะยานอยากประสบความสำเร็จในดนตรีดั้งเดิม ตัวหนังจะเล่าสลับภาพในครึ่งแรกระหว่างช่วงที่ชารัทยังเด็กแล้วถูกปลูกฝังความรักในดนตรีดั้งเดิมจากพ่อของเขาเอง เพื่อให้คนดูได้รู้ที่มาที่ว่าทำไมเขาจึงกลายเป็นผู้คลั่งไคล้ในดนตรีนี้ แม้ว่าเมื่อเขาเติบโตแล้วเข้าร่วมประกวดรายการต่างๆ กลับไม่ประสบความสำเร็จเลยก็ตามที

ส่วนสำคัญข้อหนึ่งที่เรียกว่าเป็น “จุดแข็ง” ของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือการที่มันตีแผ่และนำเสนอภาพของคนในวงการดนตรีโบราณดั้งเดิมของอินเดีย ซึ่งเป็นโลกลี้ลับที่หลายคนคงจินตนาการไม่ออก และช่วงแรกของเรื่องยังเต็มไปด้วยคำศัพท์เฉพาะทางมากมายเกี่ยวกับดนตรีนี้

แต่เมื่อเริ่มตั้งหลักได้ เรากลับพบว่ามันมีเสน่ห์แบบแปลกๆ อีกทั้งการตัดต่อหนังยังมีลักษณะที่จงใจยั่วล้อและจิกกัดวิถีชีวิตและคติของชาวอินเดียด้วย ซึ่งก็ต้องชื่นชมความสามารถของผู้กำกับและทีมสร้างที่เน้นให้เนื้อหามีฉากการแสดงความสามารถทางดนตรีและการขับร้องบทสวดขยาล ซึ่งเป็นการขับร้องแบบอินเดียโบราณ ทำให้เราไม่ต้องไปสับสนกับชื่อและแนวคิดที่คนไทยอาจจะไม่คุ้นเคยนักของตัวละครในเรื่องนัก อ่านต่อได้ที่

 

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *