รีวิวหนังภัยพิบัติ Ashfall นรกล้างเมือง ต้นทุนสร้างหนังกว่า 18ล้านเหรียญสหรัฐฯ

รีวิวหนังภัยพิบัติ Ashfall นรกล้างเมือง ต้นทุนสร้างหนังกว่า 18ล้านเหรียญสหรัฐฯ

Ashfall นรกล้างเมือง หนังภัยพิบัติ สุดอลังการงานสร้างจาก เกาหลีใต้ ด้วยต้นทุนกว่า 18ล้านเหรียญสหรัฐฯ และดาราจอเงินเบอร์ใหญ่คับคั่ง เมื่อได้ดูหนังตัวอย่างก็บอกได้เลยว่าน่าดูมาก ยิ่งผมเนี่ย..กำลังโหยหาหนังภัยพิบัติ(โดยเฉพาะภูเขาไฟ)เจ๋งๆ สักเรื่องอยู่ เพราะเหมือนว่าชีวิตได้ว่างเว้นจากหนังภัยพิบัติธรรมชาติระดับบิ๊กบึ้มมานานมาก ที่พอจำได้ล่าสุดน่าจะเป็น The Quake(2018) หนังภาคต่อของ The Wave(2015) จากนอร์เวย์แต่ก็ไม่ติดตาเท่าพวก Volcano(1997), Dante’s Peak(1997) หรือ Pompeii(2014)

Paektu Mountain

ภูเขาไฟแพ็กตู ถือเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเกาหลี เพราะนอกจากความยิ่งใหญ่ของขนาดภูเขาและขนาดของแรงระเบิดแล้ว ยังมีเรื่องเล่าที่ว่าที่ภูเขานี้ถือเป็นจุดกำเนิดของชาวเกาหลีเลย (ที่เกาหลีเหนือมีการสร้างเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับภูเขานี้ แต่ขอไม่พูดในบทความนี้นะครับ)
ภูเขาไฟแพ็กตู เป็นเขตพรหมแดนธรรมชาติระหว่างเกาหลีเหนือและจีน (ฝั่งจีนเรียกว่า ฉางไป๋ซาน) สามารถขึ้นได้จากทั้งฝั่งจีน และเกาหลีเหนือ แต่ทางเกาหลีเหนือจะมีพื้นที่เข้าชมทะเลสาบสวรรค์ ทะเลสาบบนปากปล่องภูเขาไฟได้ดีกว่า ส่วนคนเกาหลีใต้ที่อยากจะมาเยี่ยมภูเขานี้สักครั้งส่วนมากจะต้องขึ้นจากฝั่งจีน
เนื่องจากความสูงที่สูงมาก และทำเลที่ตั้งทำให้ภูเขาแพ็กตูนั้นถูกปกคลุมด้วยหิมะยาวนานถึง 8 เดือนใน 1 ปี การปะทุครั้งล่าสุดเกิดเมื่อปี ค.ศ. 946 การปะทุครั้งนั้นถือเป็นการปะทุที่รุนแรงเป็นลำดับต้นๆ ของโลก แบบที่ว่าขี้เถ้าจากการปะทุนั้นลอยไกลไปถึงญี่ปุ่นเลยทีเดียว ทะเลสาบสวรรค์บนปากปล่องเองก็ถือกำเนิดขึ้นหลังจากการปะทุครั้งนั้น จนทุกวันนี้ว่ากันว่าภูเขาไฟแพ็กตูนั้น ยังไม่ดับ!

เรื่องย่อ Ashfall นรกล้างเมือง

ในที่สุดภูเขาไฟแพ็กตู ภูเขาไฟศักดิ์สิทธิ์ที่ใหญ่ที่สุดในคาบสมุทรเกาหลี ก็ปะทุขึ้นอีกครั้งหลังจากผ่านมามากกว่า 1,000ปี เหตุการณ์นี้ถูกหยิบยกมาโดย ดร.คัง บงแร(มา ดงซอก จาก Train to Busan) แต่ในครั้งแรกไม่มีใครเชื่อ(ตามสูตร) จนเมื่อการปะทุครั้งแรกเกิดขึ้นสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลให้กับทั้งคาบสมุทร โจ อินชาง(ฮา จองอู จาก Along With the Gods) เจ้าหน้าที่เก็บกู้ระเบิดฝีมือดีถูกเรียกมาปฏิบัติการณ์กู้โลกครั้งสุดท้ายก่อนปลดประจำการ โดยมีความปลอดภัยของ ชอย จียอง(แบ ซูจี จาก Vagabond) เป็นประกัน

เอาครับมาเข้าเรื่องกัน อย่างที่บอกครับผมค่อนข้างชอบดูหนังภัยพิบัติโดยเฉพาะจากธรรมชาติ และ Ashfall เองก็ปูเรื่องมาได้น่าสนใจมาก มี การเล่าเรื่อง ที่แตกต่างจากหนังภูเขาไฟระเบิดเรื่องก่อนๆ เยอะ ทฤษฏีที่เอามาใช้ก็ดูดีอย่างเช่น การปะทุ จะแบ่งออกเป็น 4 ครั้ง ตามชั้นลาวาที่อยู่ใต้ภูเขา ครั้งแรกจะรุนแรงเป็นอันดับ 2 ครั้งที่ 2 และ 3 จะเบาลงหน่อย ส่วนครั้งสุดท้ายครั้งที่ 4 จะเป็น ครั้งที่ยิ่งใหญ่ แบบที่ไม่มีใครสามารถจินตนาการได้ หนังไม่เลือกที่จะหนีหรือ อพยพ แบบหนังเรื่องอื่นๆ แต่ เลือกที่ จะทำ ภารกิจกู้โลก อย่างการหยุดยั้งการระเบิดแทนซึ่งทฤษฏีที่เอามาใช้ก็ยังน่าสนใจอยู่อีกเช่นกัน คือการเจาะรูให้ลาวาไหลออกจากชั้นที่ 4 ให้ได้มากที่สุด

ทำให้ลดความดันและแรงระเบิดลง ทุกอย่างวางมาดี ปัญหาหรืออุปสรรค์ที่เกิดขึ้นก็ดูโอเค การแก้สถานการณ์ต่างๆ ส่งให้ Ashfall เป็นหนังแอ็กชั่นดีๆ ได้เลย และด้วย CG ระดับสุดยอดผมก็บอกได้เลยว่า หนังเรื่องนี้คุ้มค่าตั๋วอยู่ครับไปดูได้
แต่เพราะการเล่าเรื่องที่แปลกๆ นี่แหละ พอผมออกมาจากโรงและนั่งคิดทบทวนดีๆ ก็รู้สึกว่าหนังมีคอนเซ็ปต์แปลกๆ ในการนำเสนอมากเกินไปหน่อยจนทำให้มันดูขัดๆ และมีช่องโหว่เยอะเลย (แต่ถ้าไม่คิดอะไรมาก ก็โอเคนะครับ) ผมก็เลยกะว่าจะขอใช้พื้นที่ตรงแชร์สิ่งที่ผมรู้สึกมันทำให้หนังไปไม่ค่อยสุดทางเท่าไหร่ละกันนะครับ

อันดับแรกเลย หนังเลือกที่จะเน้นค่อนไปทางดราม่ามากกว่า การนำเสนอความหายนะแบบที่หนังแนวนี้ทำกัน ซึ่งมันทำให้หลายๆ อย่างในหนังเริ่มดูไม่เหมือนหนังภูเขาไฟระเบิดละ คือเรื่องอื่นๆ มักจะเริ่มด้วย สัญญาณนู่นนั่น นี่ แล้วช่วงที่มีสัญญาณเกิด อยากดราม่าอะไรก็จัดไป และพอหลังจากการระเบิดครั้งสุดท้ายซึ่งมาแน่ๆ เพราะมนุษย์ไม่สามารถยับยั้งอะไรพวกนี้ได้ ก็มาดูกันว่าเราจะเอาชีวิตรอดยังไง และทำอะไรต่อจากนั้น ซึ่งหนังภูเขาไฟระเบิดมีแค่นี้ก็สนุกแล้วจริงๆ นะ แต่พอ Ashfall เลือกที่จะ แตกต่าง ก็เลยทำให้ฉากการระเบิดสุดท้ายที่มักจะเป็น ไคล์แม็กซ์ ของเรื่องหายไป เลยทำให้หนังมันเบาลงด้วย แม้หนังจะแลกด้วยการใส่ปัญหาใหม่ๆ ให้พระเอกได้ท้าทายเรื่อยๆ มันก็ยังไม่ยิ่งใหญ่เท่าฉากระเบิดครั้งสุดท้ายอยู่ดี แถมหนังเริ่มจะเป๋ไปทางดราม่า แอ็กชั่นซะมากกว่าอีก ตรงนี้ก็รู้สึกผิดวัตถุประสงค์นิดๆ ละ

ซูจี เรื่องนี้สวยมากแม้จะท้องอยู่

ต่อมากคือ ความไร้เหตุผล และที่มาที่ไปของเรื่องราวหลายๆ เรื่อง เช่น ภูเขาเนี่ยอยู่ที่พรหมแดนของ เกาหลีเหนือ และจีน แต่คนเดือดร้อนดันเป็นเกาหลีใต้ แถมจีน กับเกาหลีเหนือดูจะไม่สนใจทำอะไรเลยด้วยซ้ำ เฮ้ย! เดี๋ยว! โอเค เกาหลีเหนือมันประเทศลับแล ยกทิ้งไปก่อนเลยได้ แต่จีนเนี่ย โคตรมหาอำนาจ แถมเจ้าภูเขาก็อยู่ไม่ห่างปักกิ่งสักเท่าไหร่หรอก พอๆ กับโซลนั่นแหละ ไหงไม่ทำอะไรเลยหว่า? คือถึงคุณจะเป็นหนังเกาหลีใต้ แต่จะมาทำให้ เกาหลีใต้ เป็นพระเอกจ๋าๆ แบบนี้ไม่ได้นะ นี่มันหนังภัยพิบัติ ปกติถ้ามันเกิด ประชาคมโลก ก็มักจะเข้ามารุมช่วยกันเพื่อเอาหน้าอยู่แล้ว ดูอย่างไฟไหม้ออสเตรเลียตอนนี้สิ แต่ในหนังนี้อะไร เกาหลีเหนือ นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้ว ยังไม่ยอม เปิดทางให้เกาหลีใต้เขามาทำ ภารกิจอีก (เกาหลีใต้ส่งทีมบินไปเครื่องบินก็ถูดยิงตก) จีนก็ไม่ทำอะไรมีมาแค่มาร์เฟียจีนจะมาขโมยระเบิดไปขายซะงั้นคือแกจะตายอยู่แล้วนะเว้ยอีก ไปถึง 1 ชั่วโมงจะระเบิดเนี่ยยังจะมาทำอะไรแถวตีนเขาไม่ทราบ อเมริกาหนักสุด ไม่ช่วยเรื่องหยุดภูเขาไฟทำแค่มาช่วยอพยพคนแต่เน้นคนอะเมริกันก่อนด้วย เกาหลีใต้ จะเข้าไปยับยั้ง การระเบิดของภูเขา ที่เกาหลีเหนือก็ไม่ให้เข้าแบบเข้ายึดอาคารที่ว่าการเลย

แถมที่เกาหลีเหนือยังมีกองกำลังของอเมริกาอยู่อีกเพียบ คอยขัดขวางทีมพระเอกจัง เพื่ออะไรหว่า? ถ้าผู้กำกับอยากทำหนังเหน็บแนม 3 ประเทศนั้นผมว่าทำอีกเรื่องเถอะอย่าเอาเรื่องนี้มาบังหน้าเลย (เคสนี้แค่เล่าให้ฟังคร่าวๆ นะครับ จริงๆ มีอีกเยอะมาก)

 

สุดท้าย…ละกันไม่อยากบ่นเยอะ โทนหนังครับ อยู่ๆ ดันอยากแทรกความตลกเข้ามาเฉย ตอนแรกผมคิดว่าเป็นที่คนพากย์แต่ตัว พระเอก เองก็ทำบุคลิดแบบนั้นด้วยไง แบบเหวอๆ บ่อย ทำหน้าเป็น หน้างอน หน้าขำ ระหว่างภารกิจ ความเป็นตาย เนี่ย …เฮ่อ คงได้แต่ถอนหายใจ
อ่อ ที่รู้สึกเสียดายอีกอันก็คงเป็นฉากที่เศษจากภูเขาไฟเริ่มลอยมาตกยังที่ต่างๆ นี่แหละ ผมว่ามันน้อยเกินไป ลูกเท่ากันเกินไป ทำให้ไม่ยิ่งใหญ่อย่างที่หวังเลย (ทำให้แค่นึกถึงโฆษณาหนัง 4DX ในโรงหนังชื่อดังแห่งหนึ่งเท่านั้น)

 

คิดจะพัก-ภัยพิบัติสั่นสะเทือนแผ่นดินเกาหลีเกิดขึ้นอย่างไม่มีใครคาดคิดเมื่อภูเขาไฟเพ็กทูที่สูงที่สุดในเกาหลีเกิดปะทุขึ้นส่งขี้เถ้าขึ้นไปสูงถึงชั้นบรรยากาศเกิดวิบัติไปทั้งกรุงโซลและกรุงเปียงยางเพื่อรับมือกับหายนะครั้งนี้

ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดชาวเกาหลีใต้ ฮา จองอู ต้องร่วมมือกับเจ้าหน้าที่พิเศษชาวเกาหลีเหนือ อี บยองฮอน และนักธรณีวิทยาอันดับหนึ่งของประเทศ มา ดงซอก เพื่อหยุดยั้งเหตุวินาศที่อาจจะทำให้เกาหลีหายไปจากแผนที่โลก

ยูคยอง (จอน ฮเยจิน) หัวหน้าเลขานุการของประธานาธิบดีเกาหลีใต้นำทีมหาวิธีรับมือกับเหตุภัยพิบัติครั้งนี้ เธอได้พบกับ บงแร (มา ดงซอก) ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวลูกครึ่งเกาหลี – อเมริกัน เขาเผยทฤษฎีที่อาจจะหยุดการระเบิดครั้งมโหฬารได้ แม้โอกาสจะริบหรี่เพียงใดแต่ทั้งสองตัดสินใจจะเดินหน้าต่อ

อินชาง (ฮา จองอู) เจ้าหน้าที่เก็บกู้ระเบิด ของ กองทัพบกเกาหลี ที่เหลือเวลารับใช้ชาติแค่ไม่กี่วันก็จะครบวาระ แต่กลับเกิดอุบัติเหตุไม่คาคคิดขึ้นระหว่างการเก็บกู้มิสไซล์ ทำให้เขาต้องก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าทีม เขาถูก เรียกตัวให้ไปทำ ภารกิจสุดท้าย ก่อนจะปลดประจำการกลับไปหาภรรยา (เบ ซูจี)

ทีมของอินชาง แทรกซึมเข้าไปเพื่อติดต่อกับ เจ้าหน้าที่ชาวเกาหลีเหนือ ยุนเปียง (อี บยองฮอน) ผู้กุมกุญแจ สำคัญที่จะ หยุดภูเขาไฟระเบิดครั้งนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ยุนเปียงใช่จะให้ความร่วมมือง่ายๆ เมื่อ ความวิปโยค กำลังคืบคลานเข้ามา ทุกคนต้องร่วมมือกันก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

คิดเอาเองว่า หนังแนวนี่คงออกแนวลุ่น การแก้วิกฤติ ที่มักจะจบแบบมีฮีโร่ แต่เรื่องนี้กลับไม่ใช่ถึงแม้จะจบแบบนั้นแต่ ระหว่างเรื่อง ผู้กำกับกลัวคนดู จะเครียดหนังเกินไป จึงแทรกบทฮาๆมุขกระจายเข้ามา เพื่อเบรคอารมณ์ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แนะนำว่าถ้าชื่นชอบ หนังประเภทนี้ เรื่องนี้ก็ตอบโจทย์ได้อย่างดีทีเดียว

สรุป

เป็นหนังภัยพิบัติที่ทำออกมาได้อลังการไม่เสียชื่อเกาหลีใต้ แต่เนื้อเรื่องส่วนใหญ่กลับไม่ได้เน้นไปที่การระเบิดของภูเขาไฟเท่าที่ควร ออกจะดูเป็นหนังแอ็กชั่นบู๊ล้างพลาญเสียมากกว่า มีเรื่องราวที่ไม่เมคเซ้นต์อยู่พอควร แต่ถ้าจะไปดูแค่ภูเขาไฟระเบิดก็สนุกดี

CG ระดับเทพ

นักแสดงแสดงดี

จุดด้อย

มีตัวละคร ใช้แล้วทิ้งมากเกินไปหน่อย
การเล่าเรื่องดูไม่ค่อยมีเหตุผล อยู่ๆก็มา อยู่ๆก็ไป
มีเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แบบรับไม่ได้อยู่พอควร

 

ดูหนังออนไลน์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *