มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ seo
มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ seo

มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ seo การทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับ เทคนิควิธีการอย่างไร นักการตลาด และ แบรนด์ที่ทำเว็บไซต์ด้วยตัวเองคงเคยได้ยินคำว่า SEO กันมาบ้าง

พูดให้เข้าใจง่ายๆ แล้ว SEO คือ การทำอันดับของเว็บไซต์เพื่อให้ไปแสดงอยู่ในหน้าแรกของผลการค้นหาบน Google Search ซึ่งการจะทำให้เว็บไซต์แสดงผลในอันดับที่ดีได้นั้น มีขั้นตอนและปัจจัยหลายๆ อย่างประกอบกันทั้งในเรื่องของเนื้อหาและเรื่องทางเทคนิคอล ดังนั้นแล้วหากจะพูดกันให้ครอบคลุมถึงความหมายที่แท้จริง การทำ SEO คือ การพัฒนาเนื้อหาของเว็บไซต์ (content) และโครงสร้างของเว็บ (site structure) เพื่อให้ Search Engine (Google, Yahoo, Bing) เข้ามาอ่านข้อมูล และทำความเข้าใจได้ง่าย เพื่อที่จะนำไปจัดอันดับในการแสดงผลบนผลการค้นหาต่อไป

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า เป้าหมายของการทำ SEO นั่นก็คือการทำให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับที่ดีหรืออยู่หน้าแรกของผลการค้นหา (SERP) แต่เอาเข้าจริงแล้วเรื่องของอันดับนั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่มีใครสามารถการันตีได้ 100% หน้าที่หลักของการทำ SEO จึงเป็นปรับปรุงเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับคำแนะนำของ Google  เมื่อรวมกับการมีเนื้อหาที่ดีแล้ว อันดับของเว็บไซต์ก็มีแนวโน้มที่จะดีขึ้นได้ไม่ยาก บทความนี้จึงอยากจะทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า โดยความหมายที่ถูกต้องแล้ว การทำ SEO นั้นไม่ใช่การทำ “อันดับ” แม้ว่าเป้าหมายมันจะเป็นเช่นนั้นก็ตาม รับทำ SEO

 

SEO คืออะไร?

SEO (search engine optimize)  คือ การทำให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับต้นๆบนการค้นหาของ Google เนื่องจาก พฤติกรรมของคนได้เปลี่ยน เมื่อเกิดความสงสัยหรือต้องการทราบสิ่งต่างๆ ก็จะทำการค้นหาบน www.Google.co.th ทำให้ Google เป็นแหล่งข้อมูลและสินค้าขนาดใหญ่ที่มีสิ่งที่ตอบสนองต่อผู้ที่ต้องการค้นหาในเรื่องต่างๆ

ผมขออธิบาย เผื่อให้เข้าใจง่ายก่อนว่า Google adwords หรือ SEM นั้น เป็นการทำโฆษณาบน Google โดยที่เราจ่ายเงินเพื่อขอพื้นที่หน้าแรกบน Google  ซึ่งจะสังเกตได้ว่า Google Adwords นั้นจะมีเขียนกำกับไว้ด้วยว่า โฆษณา

 

ประโยชน์ของการทำ SEO

ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของการทำ SEO คือ หากเราสามารถทำให้เว็บไซต์ของเราติดหน้าแรกหรือติดอันดับต้นๆ บนผลการค้นหาได้แล้ว เราจะสามารถเพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ (Traffic) โดยที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อ และที่สำคัญมากกว่านั้นคือ Traffic ที่เข้ามานั้นจะเป็น Traffic ที่ค่อนข้างมีคุณภาพ เพราะคนที่เข้าเว็บจากการ Search มักจะมีความต้องการบางอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังค้นหาอยู่แล้ว Traffic กลุ่มนี้จึงมีโอกาสเกิด การซื้อสินค้าและบริการ (Conversion) ที่ค่อนข้างสูง แต่การจะติดหน้าแรกได้นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และเป็นงานที่ต้องใช้เวลาอยู่พอสมควร แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้เลย ดังนั้นคนที่ทำ SEO จึงควรจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการทำ SEO และทำให้เว็บไซต์มีอันดับที่ดี ซึ่งโดยสรุปแล้วก็มีอยู่ 3 ปัจจัยหลักด้วยกัน

 

 

3 เรื่องสำคัญที่มีผลต่อการทำ SEO

ในการทำและศึกษาเรื่อง SEO นั้นมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นคำศัพท์ และรายละเอียดเชิงเทคนิคคอลที่ผู้เริ่มศึกษาอ่านแล้วอาจจะเข้าใจได้ยาก แต่ถ้าให้จัดกลุ่มกันจริงๆ แล้ว เรื่องของ SEO มีทั้งหมดอยู่ 3 เรื่องใหญ่ๆ เท่านั้นที่จะต้องทำ

  1. โครงสร้างของเว็บไซต์ (Structure)

    คือการวางโครงสร้างของเว็บไซต์รวมถึงหน้าตาในเว็บไซต์ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ Google แนะนำ ยกตัวอย่างเช่น รูปแบบ URL, meta title, meta description เป็นต้น เรื่องนี้ถ้าเป็นเว็บที่เขียนขึ้นเองอาจจะต้องอาศัยดีเวลอปเปอร์และคนที่เข้าใจ SEO มาทำงานร่วมกันตั้งแต่ตอนเริ่มต้นทำเว็บไซต์จะดีมาก แต่ถ้าใช้ระบบ CMS เช่น WordPress, Joomla หรืออื่นๆ เราแทบไม่ต้องทำเรื่อง โครงสร้างเว็บไซต์เลย เพราะเว็บกลุ่มนี้ถูกออกแบบให้ซับพอร์ทเรื่อง SEO มาค่อนข้างดีแล้ว (โดยเฉพาะ WordPress ซึ่งถือเป็น CMS ที่ประทับใจเป็นการส่วนตัว) เมื่อเว็บไซต์มีโครงสร้างที่ดีแล้ว ทั้ง Google และผู้อ่าน ก็จะสามารถอ่านและทำความเข้าใจเว็บไซต์เราได้ดี การเก็บข้อมูลของ Google ก็จะเก็บได้อย่างครบถ้วนและตรงกับสิ่งที่เราต้องการนำเสนอ สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องของคำแนะนำการปรับปรุงโครงสร้างเว็บไซต์สามารถดาวน์โหลดเอกสารของ Google

  2. เนื้อหาบนเว็บไซต์ (Content)

    เรื่องนี้สำหรับคนทำ SEO แล้วถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุด เพราะต่อให้โครงสร้างเว็บไซต์จะดีเท่าไร ถ้าเนื้อหาไม่ดี หรือมีเนื้อหาน้อยมากแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะช่วยเพิ่มจำนวนคนที่เข้าเว็บไซต์ให้เติบโตขึ้นได้ ประเด็นหลักๆ ของการทำเนื้อหานั้น คือเนื้อหาจะต้องสดใหม่ และไม่ได้เกิดจากการ Copy มาหรือเอา content ของเว็บไซต์อื่นมาดัดแปลงทำซ้ำ เพราะเมื่อไรก็ตามที่เนื้อหาของเว็บเราไปซ้ำกับเว็บอื่นๆ หรือมีเนื้อหาที่ใกล้เคียงมากๆ จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า duplicated content ซึ่งเป็นสิ่งที่ Google ไม่ต้องการ และจะส่งผลให้อันดับของเว็บไซต์นั้นลดลงอีกด้วย แล้วเนื้อหาที่ดีคืออะไร? เรื่องนี้ความจริงทุกคนก็น่าจะเข้าใจกันอยู่แล้วว่าเนื้อหาควรจะต้องเป็นอย่างไร พูดง่ายๆ ก็คือเนื้อหาที่ดีคือเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ ตรงกับความต้องการของผู้อ่าน เวลามีคนเข้ามาอ่านแล้ว อ่านจนจบและใช้เวลาอยู่กับหน้านั้นนานๆ นั่นเอง

  3. การลิงค์และอ้างอิงจากเว็บไซต์อื่นๆ (Backlinks)

    การมีลิงค์จากเว็บข้างนอกที่ลิงค์กลับมาที่เว็บไซต์เรา หรือสิ่งที่คนทำ SEO เรียกกันติดปากว่า การทำ Backlinks เป็นอีกหนึ่งปัจจับที่มีผลโดยตรงกับอันดับของเว็บไซต์เช่นกัน การที่มี Backlinks ส่งกลับมาที่เว็บไซต์ของเรามากๆ เป็นการบอก Google ว่าเว็บไซต์ของเรามีความน่าเชื่อถือ จึงมีเว็บอื่นๆ ให้เครติต และทำการอ้างอิง (reference) กลับมาให้ แต่การสร้าง Backlink นั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้ทำง่ายๆ (ถ้าไม่นับการใช้เงินซื้อ) เพราะการที่จะมีเว็บไซต์ใดทำลิงค์กลับมาให้นั้นต้องเกิดจากการมีเนื้อหาที่ดี และเว็บไซต์อื่นๆ เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านของเขาด้วย ดังนั้นเรื่องของการทำ Backlink จึงเป็นวิธีการที่คนทำ SEO สายดำนิยมกันมาก และต่อเนื่องไปจนถึงการมีบริษัทรับทำ SEO จากการสร้าง Backlink เกิดขึ้นมากมาย แต่ก็มีหลายๆที่ใช้วิธีการสร้าง Backlink ที่ไม่ถูกต้อง ผิดหลักเกณฑ์ของ Google ใครที่ติดตามข่าวเรื่อง SEO มาตลอด จะทราบว่าช่วงหลังมานี้มีบริษัทเจ้าของ Link Network รวมถึงลูกค้าที่ใช้บริการในต่างประเทศโดนแบนจาก Google ไปจำนวนไม่น้อย เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาให้ดีหากจะว่าจ้างบริษัทรับทำ SEO
    อ่านเพิ่มเติม Backlinks คืออะไร สำคัญอย่างไรในการทำ SEO

หากจะให้ตอบว่าสามส่วนนี้ส่วนใดสำคัญที่สุด สำหรับผมเองคงต้องตอบว่า เรื่องของ Content ซึ่งก็คือเนื้อหาบนเว็บไซต์นั้นสำคัญมากที่สุด เพราะถ้าสังเกตให้ดี ในทุกผลการค้นหา เราจะพบเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาดีๆ อยู่ในอันดับต้นๆ เสมอ แม้ว่าเว็บไซต์เหล่านั้นจะไม่ได้มีการทำ SEO ในเรื่องของเทคนิคอลเลยก็ตาม นั่นแสดงว่า Google นั้นฉลาดพอที่จะรู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี อะไรมีประโยชน์ต่อผู้ค้นหา เวลาที่ต้องพูดหรือสอนเรื่องนี้สำหรับคนทั่วไป ผมจึงมักเน้นที่หัวข้อนี้คือการทำ เนื้อหาที่ดีกว่าคนอื่น และจะต้อง ต่อเนื่อง ให้มากที่สุด ส่วนวิธีการทำเนื้อหาที่ดีนั้นเชื่อว่าคงไม่ต้องอธิบายว่าเนื้อหาที่ดีต่อคนอ่านคืออะไร แต่ขอแนะนำเพิ่มเติม 5 เทคนิคง่ายที่เกี่ยวข้องกับส่วนของการสร้างเนื้อหาดังนี้ (สามารถอ่านรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ การทำ on-page SEO) ส่วนใครทำสนใจทำ SEO ให้ Facebook Page แนะนำให้อ่านต่อบทความนี้ การทำ SEO Facebook ให้ติดหน้าแรก

 

5 เทคนิคการทำ SEO ง่ายๆ ที่สามารถเริ่มได้ทันที

  1. การตั้งชื่อบทความ หรือ Tilte เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

    ชื่อของบทความควรต้องสามารถบอกเนื้อหาหลักของบทความได้ทันที ส่วนนี้เป็นส่วนที่สำคัญมากเพราะเป็นส่วนแรกที่ทั้ง Google และผู้อ่านเห็นและจะทำความเข้าใจว่าบทความนี้พูดถึงอะไร ซึ่งโดยปกติชื่อบทความจะถูกนำไปแสดงบนผลการค้นหาด้วย นั่นจึงเป็นส่ิงสำคัญมากที่ชื่อของบทความควรจะต้องมี Keyword หลักที่เราต้องการให้เว็บไซต์ของเราไปแสดงผลเวลามีคนค้นหาคำๆนั้น ยกตัวอย่างเช่นเวลามีคนค้นหาความว่า “ติดตั้ง Google tag manager” ในชื่อบทความก็ควรจะต้องมีคำนี้รวมอยู่ด้วย เทคนิคที่สำคัญอีกอย่างในการตั้งชื่อชื่อบทความคือ จะต้องสื่อสารให้ตรงกับความต้องการของผู้อ่านมากที่สุด คือเมื่ออ่านชื่อบทความแล้วต้องทำให้รู้สึกอยากคลิ้กเข้าไปอ่านต่อ จากตัวอย่างด้านล่างจะเห็นว่า ชื่อบทความที่แสดงผลอยู่จะมี keyword ที่ถูกค้นหารวมอยู่ด้วย

  2. ย่อหน้าแรกควรต้องมี Keyword หลักของเนื้อหา

    เช่นเดียวกันกับข้อหนึ่ง ส่วนนี้เป็นส่วนแรกๆ ที่ผู้อ่านและ Google จะเห็นและทำความเข้าใจเนื้อหาหลักได้ดีมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงควรเป็นเนื้อหาที่เจาะเข้าประเด็นหลักของบทความและมีความน่าสนใจที่จะชวนให้ติดตามอ่านต่อจนจบให้ได้ ส่วนนี้สำหรับคนที่สร้างเว็บไซต์จาก WordPress ถือว่ามึความสำคัญค่อนข้างมาก เพราะโดยพื้นฐานแล้ว ย่อหน้าแรกมักจะถูกนำไปแสดงอยู่บนผลการค้นหาด้วย (ดูจากภาพด้านบนจะเห็นว่ามี Keyword รวมอยู่ในรายละเอียดใต้ชื่อบทความ) ดังนั้นแล้วทั้งข้อ 1 และ 2 นี้มีผลโดยตรงกับความน่าสนใจของบทความ ผู้ที่ค้นหาจะคลิ้กเข้าไปอ่านบทความหรือไม่นั้น สองส่วนนี้มีความสำคัญมากที่สุด

  3. ความยาวของเนื้อหา

    ส่วนนี้ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ค่อนข้างสำคัญ เพราะเวลาที่ใช้อ่านบนเว็บไซต์นั้นมีผลต่ออันดับด้วย การมีเนื้อหาที่ดีนั้นโดยปกติก็ไม่มีทางจะเป็นไปได้ที่มีความยาวแค่ 10 หรือ 20 บรรทัดอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญสำหรับเนื้อหาที่มีความยาวนั่นก็คือ จะต้องยาวแบบมีคุณภาพด้วย ไม่ใช่ยาวแบบน้ำท่วมทุ่ง วกไปวนมา อ่านไม่รู้เรื่อง ในผลการวิจัยต่างประเทศนั้นมีตัวเลขที่ชัดเจนว่าส่วนใหญ่เว็บไซต์ที่ติดอันดับหน้าแรก มักจะมีเนื้อหาที่มีความยาวเฉลี่ยประมาณ 1,890 คำ

  4. การมี Link ไปยังบทความอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์

    การทำ SEO มักจะพูดกันแต่การทำ Backlink (inbound link) แต่จริงๆ แล้วการลิงค์ออกไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกันกับเนื้อหาในเนื้อนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรทำ เพราะนอกจากจะทำให้ User ได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมแล้ว Google เองยังสามารถที่จะเข้าใจบริบทของเนื้อหาบนเว็บไซต์เราได้ดียิ่งขึ้นด้วย

  5. การตั้งชื่อไฟล์ภาพ และการเพิ่ม Caption หรือ Alt text ให้กับรูปภาพทุกรูป

    เนื่องจาก Google ยังไม่สามารถทำความเข้าใจความหมายของรูปภาพได้ ดังนั้นการตั้งชื่อไฟล์ภาพ การใส่ชื่อภาพ และคำขยายความของภาพจึงเป็นเรื่องทำสำคัญที่จะทำให้ Google เข้าใจว่าเรากำลังสื่อสารเรื่องอะไร เทคนิคที่คนทำ SEO ส่วนใหญ่ทำกันคือ การใส่ Keyword ของหน้าๆ นั้นเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคำขยายความภาพด้วยเพื่อเป็นการทำให้มีปริมาณ Keyword ในหน้านั้นหนาแน่นมากยิ่งขึ้น ข้อดีอีกอย่างของการใส่ Caption และ Alt text นั้นก็คือจะทำให้ภาพนั้นอยู่ในผลการค้นหาแบบ Image ได้ดีขึ้นอีกด้วย ซึ่งก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ จากตัวอย่าง ลองค้นหาคำว่า “ติดตั้ง google tag manager” ก็จะมีภาพจากเว็บไซต์ googleanalyticsthailand ไปแสดงผลอยู่ด้วย

     

    ทำไมการทำ SEO จึงสำคัญต่อการทำ Digital Marketing  ลองคิดถึงตัวเราเองก็ได้ค่ะ ว่าวันนึงเราค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ต่อวันกี่ครั้ง สำหรับบางคนอาจจะมากกว่า 1 ครั้งต่อวัน ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาร้านอาหารใกล้บ้าน การดูพยากรณ์อากาศ การค้นหาสินค้าชอปปิ้งออนไลน์ และ การค้นหาความรู้ต่าง ๆ ที่เราสงสัย ซึ่งอัปเดตสถิติล่าสุดจาก Hubspot พบว่า ในหนึ่งวันที่คนค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ผ่าน Google มากกว่า 5.6 พันล้านล้านครั้งต่อวันเลยทีเดียว (อัปเดตล่าสุดปี 2021) นั่นหมายความว่า การเกิด Traffic บนโลกออนไลน์นั้นมีทุกวินาที และ นี่คือโอกาสในการสร้างธุรกิจผ่านเว็บไซต์ และคอนเทนต์ของเราให้กลายเป็นที่รู้จักของลูกค้า สามารถช่วยแก้ไขปัญหา และ ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ไวที่สุด สะดวกที่สุด และ มีประสิทธิภาพแม้ในยามหน้าร้านค้าของเราปิดทำการ ซึ่งการปรับปรุงคุณภาพของเนื้อหาบนเว็บไซต์ ความทันสมัย และ การใช้งานง่ายบนหน้า Landing Page รวมทั้งการวางโครงสร้างพื้นฐาน และ การพัฒนา SEO ด้วยเทคนิคอื่น ๆ ย่ิมมีส่วนช่วยให้เว็บไซต์ของคุณอยู่บนโลกออนไลน์ได้ในระยะยาว และ ต่อเนื่อง การทำ SEO มีหลายวิธีที่ได้ผล ซึ่งนักการตลาดจะต้องหาเทคนิคมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับคอนเทนต์ และเว็บไซต์ของแบรนด์ โดยหนึ่งในเทคนิคที่นิยมใช้กันเป็นวงกว้างก็คือการหา Keyword ที่ใช่ ที่ผู้ค้นหาบน Search Engine นิยมค้นหา และ เกี่ยวข้องกับคอนเทนต์ของเรา

Keyword Research ที่ใช้ในการปรับปรุง SEO Keyword Research และ Keyword Targeting คืออะไร Keyword Research คือ วิธีการที่ใช้ในการวิเคราะห์ และประมวลหาคำ และ วลีที่ผู้ค้นหาข้อมูลบน Search Engine Site (เช่น Google และ YouTube) ใช้เพื่อหาข้อมูล สินค้า และ บริการต่าง ๆ เพื่อหาคำที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในคอนเทนต์บนเว็บไซต์ โดยที่ผู้ค้นหาคำเหล่านั้นเห็นแล้วสนใจ อยากจะคลิกเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติม สิ่งที่นักการตลาดจะต้องใช้ในการวิเคราะห์ Keyword ปริมาณคำค้นหาต่อเดือน (Search Volume) การแข่งขันของคีย์เวิร์ด (Keyword Difficulty) คำหรือวลีที่มีความคล้ายกับ Keyword ที่เรากำลังวิเคราะห์ (Relevance) คำที่เป็นของแบรนด์คู่แข่ง (Competition ) หาคีย์เวิร์ดที่มีความสำคัญมากที่สุด (Prioritizing Keywords)

On-Page Optimization คืออะไร  หลังจากที่เราได้ Keyword ที่ต้องการมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำ Keyword เหล่านั้นมาใส่ในคอนเทนต์ หรือตามหน้า Landing Page ต่าง ๆ บนเว็บไซต์ นอกจากนี้ การนำ Keyword มาประยุกต์ใช้ไม่ได้มีแค่เพียงในบทความเพียงอย่างเดียว แต่เราสามารถกระจายกลุ่มคำที่เป็น Keyword ลงไปในเว็บไซต์ได้ตามรูปประกอบด้านล่างนี้ ภาพจาก https://moz.com/ การวาง Keyword ตามจุดต่าง ๆ บนเว็บไซต์มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า On-Page SEO ซึ่ง On-page SEO (หรือ “On-site SEO” ) คือ ปัจจัยภายใน เป็นการปรับแต่งคอนเทนต์ภายในเว็บเพจ และหน้าเว็บไซต์เพื่อเพิ่มโอกาสให้คอนเทนต์ถูกจัดอยู่ในลำดับที่สูงขึ้น และอยู่หน้าแรก เมื่อมีการค้นหาบนหน้าเว็บไซต์ โดยการทำ On-Page SEO จะเน้นการนำเสนอผู้ใช้งานว่าหน้าเพจนี่เกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง โดยตัวอย่างการทำ On-Page SEO จะครอบคลุมเกี่ยวกับ การใส่ Title tags การทำ Meta Description การวาง Keyword ที่สำคัญเอาไว้ตามจุดต่าง ๆ บนคอนเทนต์ การทำ Internal Links การปรับเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายบนมือถือ การสร้าง URLs เป็นต้น 1 Title Tags Title Tag คือชื่อหัวข้อในหน้านั้น ๆ โดยจะแสดงชื่อหัวข้อด้านบนของเบราว์เซอร์ตามภาพด้านล่าง ก็จะเห็นว่า Title Tag ที่เราเปิดอยู่นั้นเขียนว่า SEO101: รวบรวมคำศัพท์พื้นฐาน… ภาพจาก: https://www.wordstream.com/ เทคนิคตั้งชื่อ Title Tag ควรตั้งชื่อไม่เกิน 60 ตัวอักษร เลือกใช้ Keyword ที่สำคัญตรงประเด็นกับเนื้อหาใส่ลงไป ไม่ควรใส่ Keyword จนเยอะเกินไป ทำให้จับใจความสำคัญไม่ได้ และทำให้ Google ไม่รู้ว่าเราเขียนถึงเรื่องอะไรอยู่   2 การทำ Meta Description ในขณะที่ Title Tag ทำให้คนที่ค้นหา Keyword สามารถเจอคอนเทนต์ของเรา Meta Description คือส่วนสำคัญที่ใช้เพื่ออธิบายหัวข้อคอนเทนต์ เพื่อขยายความให้ผู้อ่านเข้าใจมากขึ้น และยิ่งหากเราเพิ่ม Keyword อื่น ๆ ใส่เข้าไปใน Meta Description ด้วยแล้ว ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสให้คนคลิกมายังบทความเรามากขึ้นด้วยค่ะ 3 การวาง Keyword ที่สำคัญเอาไว้ตามจุดต่าง ๆ บนคอนเทนต์ การใส่ Keyword ที่สำคัญในบทความ นอกจากจะเป็นการทำให้ผู้อ่านทราบแล้วว่าเรากำลังพูดถึงประเด็นไหน สิ่งได้เป็นหัวข้อสำคัญ ยังทำให้ระบบอัลกอริทึมของ Google สามารถจับ Keyword เหล่านั้นมาประมวลผลเพื่อจัดลำดับคอนเทนต์ให้อยู่สูงขึ้นด้วย ซึ่งการใส่ Keyword ที่มีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย Keyoword ในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น Keyword ที่มี Search Volume ระดับกลาง และ สูง การใช้ Long-Tail Keyword ที่มี Search Volume ระดับกลาง และ ระดับต่ำ ทั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อลดการแข่งขันในตลาด และสร้างความแตกต่างให้กับคอนเทนต์ได้อีกด้วย   4 การใส่ Alt Text นอกจากการใส่ Keyword ไว้ตามจุดต่าง ๆ ของคอนเทนต์แล้ว การตั้งชื่อ Alt Text ก็สำคัญไม่แพ้กัน โดย Alt Text จะเป็นการตั้งชื่อภาพที่เราใส่ไว้ในคอนเทนต์บนเว็บไซต์ใน HTML เพื่อให้ Bot เข้าใจว่าภาพนี้สื่อถึงอะไร บางคนอาจจะรู้จักในนามของ Alt Attribute ซึ่งวิธีการตั้งชื่อ Alt Text มีดังนี้ ใช้ตัวอักษรได้ไม่เกิน 100 ตัวอักษรเพื่ออธิบายว่าภาพเกี่ยวข้องกับอะไร ใส่ Keyword ที่สำคัญและตรงประเด็นคอนเทนต์เพื่อให้การทำ SEO เห็นผล   5 จัดวางโครงสร้างของ URL ให้เป็นมิตรกับ SEO   ภาพจาก www.rankmovers.com โครงสร้างของ URL มีความสำคัญต่อการทำ SEO ซึ่งนอกจากการที่ URL สามารถบอกผู้ใช้งานได้ว่าเราเปิดหน้าเว็บเพจถูกต้องหรือไม่แล้ว ยังเป็นการช่วยให้ Google อ่านได้อีกด้วยว่าเรากำลังพูดถึง Keyword อะไรอยู่ เป็น Spam หรือไม่ และจะใช้ URL ของเรามาประเมิน Ranking บนหน้า SERP (หน้าผลลัพธ์การค้นหา) ค่ะ วิธีการตั้งชื่อ URL ที่เป็นมิตรต่อ SEO การตั้งชื่อโดยใช้ Keyword ที่สำคัญ และ ชัดเจน ไม่จำเป็นต้องใส่  and / or ใน URL เพราะ Google ยังสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ดี เลี่ยงการใช้ Keyword ที่ซ้ำกัน   6 Schema & Markup Schema Markup จะแสดงผลที่เป็นรายละเอียดเพิ่มเติมนอกเหนือจาก Headline และ Meta Description ว่าข้อมูลในคอนเทนต์นั้น ๆ พูดถึงอะไร และมีเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจหัวข้ออะไรบ้างตามภาพด้านล่างนี้ ภาพจาก: https://ahrefs.com วิธีสังเกตง่าย ๆ เมื่อมี Schema Markup คะแนนการรีวิวสินค้า การบริการ ระยะทางในการเดินทาง คำถามอื่น ๆ ที่พบบ่อยและใกล้เคียงกับการค้นหาของเรา

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *