การจะ ติดตั้ง เครื่องดูดควัน คอนโดใช้เอง ควรเลือกแบบไหน ต่างกันอย่างไร

 เครื่องดูดควัน

จะติดตั้ง เครื่องดูดควัน คอนโด ใช้เองในคอนโด..ควรเลือกแบบไหน? และต่างกันยังไง?คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องกลิ่นอาหารเป็นหนึ่งในปัญหาโลกแตกสำหรับชาวคอนโด หากชาวนิวบ์ท่านใดบังเอิ้นบังเอิญเป็นคนที่ชอบทำกับข้าวไว้ทานเองที่ห้อง แต่กลัวจะเหม็น มีกลิ่นกับข้าวฝังขังภายในห้อง ซึ่งวิธีแก้ไขและป้องกันปัญหานี้ก็มีมากกว่าหนึ่งวิธี ไม่ว่าจะเป็นการกั้นห้องทำเป็นครัวปิด หรือการเลือกติดตั้งเครื่องดูดควันคอนโดช่วยระบายอากาศ โดยในบทความนี้คอนโดนิวบ์จะขอกล่าวถึงวิธีหลังกันนะครับ

ในยุคหลัง ๆ ในรอบ 5 ปีมานี้ คอนโดโครงการต่าง ๆ ที่มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 3 ล้านบาท ขึ้นไป ในส่วนครัวมักจะแถมเตาปรุงอาหารพร้อมเครื่องดูดควันคอนโดมาไว้ให้เรียบร้อย แต่สำหรับโครงการที่สร้างขึ้นมาก่อนหน้านั้นหรือโครงการใหม่ ๆ ที่ราคาย่อมเยาหน่อย ก็มักจะให้แค่พื้นที่เตรียมอาหารเล็ก ๆ แบบ Pantry ซึ่งไม่มีเตาหรือเครื่องดูดควันคอนโดใด ๆ มาให้ มีเพียงแค่พื้นที่เคาเตอร์และตู้แขวนพร้อมอ่างล้างจานเล็ก ๆ กับเว้นพื้นที่ตั้งตู้เย็นเท่านั้น

หรือแม้ในบางโครงการจะจัดสรรพื้นที่ส่วนกลางอย่าง Co-Kitchen Space สำหรับบางคนก็อาจจะไม่สะดวกใจจะลงไปใช้บ่อยๆ เพราะเหมือนจะขึ้น ๆ ลง ๆ หรือยุ่งยากจะต้องไปขอจองกับนิติบุคคล โดยนิวบ์ก็เชื่อว่าคุณ ๆ ท่าน ๆ ชาวนิวบ์คนไหนที่อยู่อาศัยในโครงการที่ให้พื้นที่ครัวมาเพียงฟังค์ชั่นบางส่วนเท่านั้น ก็เลือกที่จะรื้อและติดตั้งพื้นที่ครัวขึ้นมาเองใหม่ทั้งหมด หรือไม่ก็หาซื้อเตาไฟฟ้าแบบวางลอยตัวมาใช้เอง

CoKitchen ไม่สะดวก

แต่พอจะทำกับข้าวแต่ละที ก็ไม่วายว่าจะกังวลเรื่องกลิ่นไม่พึงประสงค์จากการปรุงอาหารต่างที่เกรงว่าอาจจะอับขังวนเวียนอยู่ภายในห้อง ถ้าไม่สามารถต่อเติมกั้นห้องแบบเป็นครัวปิดได้ หรือทำได้แต่ครัวดันติดประตูห้อง ไกลจากหน้าต่างหรือระเบียง ทางเลือกอีกทางสำหรับชาวคอนโดก็คงจะหนีไม่พ้นการติดตั้งเครื่องดูดควันคอนโดไว้ใช้สำหรับครัวนั่นเองครับ

ต่อเนื่องกับบทความก่อนหน้า ที่ทางนิวบ์เคยเล่าเรื่องเตาไฟฟ้าในคอนโดมาแล้ว เตาไฟฟ้า vs เตาแม่เหล็กไฟฟ้า แตกต่างกันอย่างไร ซึ่งรอบนี้เราจะพามาดูถึงเจ้าเครื่องดูดควันคอนโดและระบบถ่ายเทอากาศจากครัวกันครับ ถ้าพร้อมแล้วมาเริ่มกันเลย…

ความแตกต่างเครื่องดูดควัน

เริ่มแรกมาทำความรู้จักเจ้าเครื่องดูดควันคอนโดกันก่อน ซึ่งหลักๆแล้วจะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มด้วยกัน คือ

เครื่องดูดควันคอนโดแบบต่อท่อออก (Duct-Out) และ
เครื่องดูดควันคอนโดแบบหมุนเวียน (Ductless/Recirculating)
โดยทั้งคู่ก็มีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันไปในการติดตั้งและใช้งาน ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้น เรามาดูกันครับ

1. เครื่องดูดควันคอนโดแบบต่อท่อออก (Duct-Out)
เครื่องดูดควันแบบ Duct-Out Hood

เป็นระบบดูดกลิ่นต่าง ๆ ออกนอกอาคารผ่านท่อระบาย มีประสิทธิภาพการดูดควันสูง เป็นที่นิยมและพบได้ทั่วไป ยิ่งในโครงการคอนโดที่แถมเครื่องดูดควันคอนโดก็มักจะติดตั้งให้เป็นชนิดนี้ครับ

ข้อดีของเครื่องดูดควันคอนโดประเภทนี้ อย่างที่ทราบก็คือ

มีประสิทธิภาพในการดูดกลิ่นและควันและถ่ายเทอากาศสูง เพราะดูดระบายผ่านท่อส่งออกไปนอกอาคารโดยตรง
ง่ายต่อการดูแลรักษาและทำความสะอาด ตะแกรงกรองควันสามารถถอดล้างน้ำได้
คอนโดระดับกลางขึ้นไป ที่ให้พื้นที่ครัวครบชุด ส่วนมากมักแถมเครื่องดูดควันประเภทนี้ให้อยู่แล้ว
ซึ่งจะเหมาะอย่างยิ่งกับคนที่ชอบทำอาหารเมนูที่อาจจะมีกลิ่นฉุน หรือกลัวว่าควันและคลิ่นจะอับขังในห้อง
แต่ข้อเสียของเครื่องดูดควันคอนโดประเภทนี้ก็มีเหมือนกันนะเออ อย่าง…

ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งเครื่องดูดควันคอนโดแบบนี้ค่อนข้างสูง เพราะต้องรวมกับเจาะผนังและการเดินสายท่อระบายอากาศออกสู่นอกอาคาร
ยุ่งยากในการติดตั้ง ต้องพึ่งช่างผู้ชำนาญ ซึ่งก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเช่นกัน

2. เครื่องดูดควันคอนโดแบบหมุนเวียน (Ductless/Recirculating)
เครื่องงดูดควันในคอนโดแบบหมุนเวียน Ductless

เป็นระบบดูดควันและกลิ่นผ่านตัวกรองแบบ Charcoal Filters หรือ Carbon Filters ภายในตะแกรง จากนั้นจึงปล่อยอากาศเดิมให้หมุนเวียนภายในห้อง เหมาะสำหรับห้องที่ไม่มีช่องเจาะผนังหรือเดินท่อระบายควันไว้

ซึ่งในกลุ่มโครงการที่ไม่ได้ให้พื้นที่ครัวแบบครบชุด เช่น ให้เพียงเคาเตอร์ช่วงแคบๆพร้อมอ่างล้างจาน และเว้นพื้นที่วางตู้เย็น ผู้อยู่อาศัยที่ต้องการปรุงอาหารเองอาจต้องซื้อเตาวางโต๊ะหรือ ต้องรื้อและติดตั้งครัวใหม่เองทั้งหมด

ข้อดีของเครื่องดูดควันคอนโดประเภทนี้ ก็ได้แก่…

ประหยัดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งเครื่องดูดควันคอนโดแบบนี้ เพราะไม่จำเป็นต้องเดินท่อและเจาะผนังระบายอากาศ
สามารถติดตั้งเองได้ ไม่ซับซ้อน
ซึ่งข้อเสียของเครื่องดูดควันคอนโดประเภทนี้ก็เป็นที่ทราบว่า…

ต้องอาศัยตัวกรองอย่าง Charcoal Filters/Carbon Filters เพื่อดักกลิ่น เพราะเป็นการหมุนเวียนอากาศเดิมภายในห้อง
ตัวกรองไม่สามารถทำความสะอาดด้วยการล้างกับน้ำ ต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนใหม่ตามอายุขัยการใช้งาน โดยทั่วไปแนะนำให้เปลี่ยนทุก 4 เดือน หรือบ่อยกว่าหากใช้งานเป็นประจำ ซึ่งก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเช่นกัน
ควรกั้นผนังห้องเพิ่มเติมเพื่อช่วยเรื่องประสิทธิภาพในการดักกรองกลิ่นและควัน
ซึ่งอาจเหมาะกับคนที่อาจจะทำอาหารทานเองเป็นครั้งคราว และเลือกทำเมนูที่ไม่ส่งกลิ่นมากครับ

 

ออกแบบบ้าน     

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *